ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากล (ศตก.) จัดพิธีรำลึกวีรชนนักรบกล้า หน่วยเฉพาะกิจหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม โดยมี พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านที่ 36 และ พลเอก กิตติพงศ์ ชื่นใจชน รองเสนาธิการทหาร ผู้แทน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานร่วม เพื่อรำลึกถึงกำลังพลผู้ได้อุทิศแรงกาย แรงใจ และเสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ รักษาความมั่นคง และดูแลความปลอดภัยของประชาชน โดยมีผู้บังคับบัญชาหน่วยปฏิบัติการพิเศษเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครอบครัววีรชน ผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ตลอดจนกำลังพลและแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ภายในพิธี ได้มีการแสดงความเคารพและรำลึกถึงวีรกรรมของ นาวาอากาศตรี สุขเกษม พรหมพันธ์ชัย หรือ “เป้” วีรชนนักรบกล้าจากการปฏิบัติภารกิจปราบปรามยาเสพติดบริเวณชายแดนไทย–ลาว ภายใต้การปฏิบัติงานของศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามกับประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และยืนหยัดเผชิญกับภัยคุกคามที่บั่นทอนความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของประชาชน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง และ พลตรี อโณทัย ป้องแก้ว หรือ “ต๋อง” วีรชนนักรบกล้าจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้การปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะกิจหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์ของทหารไทยที่พร้อมยืนหยัดปกป้องแผ่นดินไทยด้วยความกล้าหาญและความเสียสละ แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต

และได้กล่าวยกย่องคุณงามความดีของกำลังพลทุกนายที่ยึดมั่นในหน้าที่เหนือสิ่งอื่นใด พร้อมทั้งแสดงความห่วงใยและความผูกพันที่มีต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กำลังพลหน่วยเฉพาะกิจหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมได้ปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และกล้าหาญ

ในโอกาสนี้ ได้มีการมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัววีรชนและผู้ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเป็นสัญลักษณ์แห่งความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชา เพื่อนทหาร ซึ่งพร้อมยืนเคียงข้างและให้การดูแลครอบครัวของผู้เสียสละและผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง พิธีรำลึกวีรชนนักรบกล้าในครั้งนี้ สะท้อนถึงความสำนึกในคุณูปการของกำลังพลผู้เสียสละเพื่อชาติ ตลอดจนเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการดูแลกำลังพลและครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นการธำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิ ศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติสืบไป


