“สส.นิกร จำนง”แถลงพรรคภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อจากการลงชื่อร่างแก้ไข รธน.ของพรรค พท.เกรงว่าเนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล รธน.

146

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายนิกร จำนง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย แถลงเหตุผลพรรคภูมิใจไทยมีมติถอนชื่อจากการลงชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากเกรงว่า เนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

พรรคภูมิใจไทยมีมติว่า สมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ไปร่วมลงชื่อให้กับร่างของพรรคร่วมรัฐบาล คือร่างของพรรคเพื่อไทยนั้น พรรคมีความจำเป็นต้องถอนการลงชื่อดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่า เนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ที่กำหนดว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งเหตุผลสำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าร่างของพรรคเพื่อไทยอาจตีความได้ว่า เป็นกรณีที่รัฐสภาให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ทั้งนี้ ร่างของพรรคเพื่อไทยกำหนดให้มีการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง 300 คน และแม้กำหนดให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คนก็ตาม แต่อาจเป็นประเด็นโต้แย้งในเรื่องเจตจำนงของประชาชนในการเลือก สสร. ได้ เนื่องจากหากรัฐสภาเลือกบุคคลที่ได้รับคะแนนน้อยในจังหวัดนั้นเป็น สสร. แทนที่จะเลือกคนที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละจังหวัด ถือเป็นการขัดกับเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ ซึ่งเท่ากับเป็นการบังคับให้รัฐสภาเลือก สสร. ที่ได้คะแนนสูงสุดโดยปริยาย

กรณีดังกล่าวอาจตีความได้ว่า รัฐสภากำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงหรือไม่ เพราะหากรัฐสภาไม่เลือกตามคะแนนสูงสุดก็จะทำให้เกิดการขัดแย้งเชิงเหตุผลและลำดับชั้นของอำนาจระหว่างอำนาจของรัฐสภากับเจตจำนงของประชาชนในการเลือก สสร. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจะเกิดปัญหาเชิงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของสภาร่างรัฐธรรมนูญกับอำนาจของรัฐสภาซึ่งเป็นองค์กรในการใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และอำนาจของ สสร. ในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปในอนาคต ซึ่งทั้งรัฐสภาและสภาร่างรัฐธรรมนูญต่างมีที่มาของอำนาจจากการเลือกตั้งของประชาชนเช่นเดียวกัน


นอกจากนี้ เหตุผลที่ว่าเหตุใดรัฐสภาจึงไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงนั้น ปรากฏชัดเจนในบทความทางวิชาการ กรณีศึกษาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในวารสารศาลรัฐธรรมนูญ ปี 2568 ความตอนหนึ่งว่า “คำวินิจฉัยดังกล่าวสอดคล้องกับทฤษฎีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่ได้รับมา หรืออำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามกระบวนการและขอบเขตที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ให้ไว้ ซึ่งกำหนดไว้สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยกำหนดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงผ่านสภาร่างรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่ารัฐสภาได้กำหนดให้องค์กรหรือสถาบันทางรัฐธรรมนูญอื่นใช้อำนาจสถาปนาที่ได้รับมาเพิ่มเติมจากที่อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมกำหนดไว้ให้เป็นอำนาจของรัฐสภา”

ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจในการยื่นแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยต้องสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญคือ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อย่างไรก็ตามกรณีที่สมาชิกวุฒิสภานัดหมายไปหารือร่วมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น สามารถทำได้ แต่การปรึกษาหารือดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางในการดำเนินการ ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะผูกพันทุกองค์กร