
จริงๆ แล้ว พยัคฆ์น้อย ๑๐๙ ไม่อยากเขียนเรื่องนี้ แต่มานั่งทบทวน ขืนปล่อยผ่านมัน ต้องมีคำถามใหญ่ที่สังคมต้องการคำตอบจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) รวมถึงกรรมการ ก.ตร.ทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมวันนั้น พวกท่านกำลังยึดหลักกฎหมาย…หรือยอมศิโรราบต่ออำนาจบางอย่างที่อยู่เหนือกฎหมาย? เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏ มันชวนให้สังคมตั้งคำถามอย่างหนัก
กรณีนี้เคยมีเอกสารเทียบเคียงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขที่ นร 053/ ว.480 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เรื่อง หลักการบริหารราชการแผ่นดินในการรักษาราชการแทน วางหลักชัดถ้อยชัดคำ การรักษาราชการแทนเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และไม่ควรเกิน 180 วัน นี่คือกรอบกฎหมาย นี่คือหลักธรรมาภิบาล และนี่คือหลักที่ทุกหน่วยงานของรัฐต้องถือปฏิบัติ
แต่กรณีของ พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมนุกูลกิจ ผู้รักษาราชการแทน นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจกลับถูกปล่อยให้ดำรงสถานะเกินกรอบเวลาทั้งที่ตลอดระยะเวลาการทำหน้าที่ ทั้งเจ้าตัวทุ่มเทแรงกายแรงใจขับเคลื่อนโรงพยาบาลตำรวจอย่างเต็มกำลัง สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับจากบุคลากรทุกระดับ คำถามคือ…เมื่อผลงานชัด เมื่อคุณสมบัติครบ เมื่อกระบวนการคัดเลือกเสร็จสิ้นตามกฎหมาย แล้วเหตุใดจึงยังไม่แต่งตั้ง?
ยิ่งย้อนดูมติการประชุม ก.ตร.ครั้งที่ 5/2569 คณะกรรมการเคยมีมติชัดว่ามีเหตุจำเป็นต้องแต่งตั้งนอกวาระประจำปี พร้อมเดินหน้ากระบวนการทุกขั้นตอน คณะกรรมการคัดเลือกก็มีมติเห็นชอบเรียบร้อย ทุกอย่างดำเนินครบถ้วนตามกฎหมายทุกคนในที่ประชุมทราบกรอบเวลาทราบข้อจำกัดดีอยู่แล้ว แต่พอมาถึงการประชุม ครั้งที่ 6/2569 กลับมีการอ้างเหตุผลว่า
“ใกล้วาระแต่งตั้งประจำปีแล้ว” นี่คือเหตุผลที่ย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิง เพราะหากใกล้วาระประจำปีจริงแล้วเหตุใดการประชุมครั้งก่อนจึงมีมติให้แต่งตั้งนอกวาระ? นี่ไม่ใช่แค่ความย้อนแย้ง แต่มันคือภาพของการ “ถ่มน้ำลายขึ้นฟ้า แล้วปล่อยให้ตกใส่หน้าตัวเอง”
สังคมจึงมีสิทธิถามตรงๆ ว่ามีใครบางคนส่งสัญญาณจากนอกห้องประชุมหรือไม่? มี “ผู้มีบารมีนอกระบบ” กดดันให้ถอนวาระหรือไม่?หรือที่ประชุม ก.ตร.กำลังถูกใช้เป็นเพียง “โรงละครการเมือง” ที่กรรมการมานั่งประชุมกันแบบปาหี่ เพื่อรับรองบทที่มีคนเขียนไว้ล่วงหน้า
หากเป็นเช่นนั้นจริง นี่ไม่ใช่แค่การทำร้าย พล.ต.ท.ไพบูลย์ แต่กำลังทำร้ายระบบคุณธรรมทั้งระบบ คนทำงานที่ทุ่มเทจนองค์กรยอมรับกลับได้รับ “รางวัล” เป็นความคลุมเครือ ขวัญกำลังใจของคนในโรงพยาบาลตำรวจจะเหลืออะไร? ใครจะกล้าทุ่มเท ถ้าผลงานไม่ใช่ตัวตัดสิน แต่เป็นอำนาจที่มองไม่เห็นต่างหากที่ชี้ชะตา
จึงต้องถามไปยังประธาน ก.ตร.และกรรมการทุกคนว่า ท่านคิดว่าคนทั้งประเทศดูไม่ออกหรือ?ท่านคิดว่าประชาชนโง่ พอจะเชื่อคำอธิบายที่ย้อนแย้งเช่นนี้หรือ? และสำคัญที่สุด…พวกท่านไม่อายฟ้าดินกันบ้างหรือ?
สิ่งที่ถูกถอนออกจากวาระวันนั้น อาจไม่ใช่แค่ชื่อของ “หมอไพบูลย์“ แต่มันคือศรัทธาของคนทั้งองค์กรที่มีต่อระบบคุณธรรมไทย กรณีนี้ท่านประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจและคณะกรรมการฯทั้งคณะควรทบทวนบทบาท อำนาจ หน้าที่ กฏหมายที่กำหนดไว้ เพราะตำรวจทั้งประเทศจับตามองในตัวพวกท่านตลอดไป


