สว. 89 คนเดือด! ขู่ฟ้อง “เท้ง ณัฐพงษ์” บี้ขอโทษใน 3 วัน เซ่นปมแซะ “ระบอบสีน้ำเงิน” ปัดเป็นมรดก คสช. ยันสีน้ำเงินคือธงชาติ ไม่ใช่อาณัติใคร

106

วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เป็นตัวแทนสมาชิกวุฒิสภากว่า 89 คน แถลงข่าวตอบโต้กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้โพสต์ข้อความครบรอบ 12 ปีของการรัฐประหาร โดยพาดพิงว่าสังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กำเนิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเป็นมรดกของคณะรัฐประหาร พร้อมกล่าวหาว่าวุฒิสภามีลักษณะไม่ทำหน้าที่ปกป้องระบบประชาธิปไตย และอ้างว่าจะใช้อำนาจหน้าที่อย่างฉ้อฉล บิดเบือน เนื่องจากประชาชนไม่สามารถตรวจสอบถอดถอนได้ รวมทั้งอ้างว่าใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายจะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา และกระบวนการยุติธรรม

ทางวุฒิสภาชี้แจงว่า เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2557 ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน และรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ผ่านการลงประชามติจากประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่ใช่รอยต่อหรือมรดกของคณะรัฐประหารตามที่ถูกกล่าวหา อีกทั้งพรรคการเมืองของนายณัฐพงษ์ ทั้งพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาชน ต่างก็ยอมรับและลงสมัครรับเลือกตั้งตามกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะในการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคของนายณัฐพงษ์ได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 1

สำหรับสมาชิกวุฒิสภาชุดที่ 13 นี้ มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพตามที่กฎหมายกำหนด และตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น ต้องถือว่าทุกคนผ่านกระบวนการมาอย่างถูกต้อง การที่นายณัฐพงษ์กล่าวหาว่าประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอน สว. ไม่ได้นั้นถือเป็นความเท็จ เพราะที่ผ่านมามีสมาชิกบางคนถูกศาลสั่งถอดถอนออกไปแล้ว สมาชิกวุฒิสภาจึงขอประณามว่า “เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด” และเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ออกมาอธิบายให้ชัดเจนว่าระบอบสีน้ำเงินหมายถึงใครหรือสถาบันใด อย่าใช้เพียงสำนวนโวหารสร้างความเสียหาย พร้อมทั้งขอให้แถลงขอโทษวุฒิสภาภายใน 3 วัน หากไม่ดำเนินการจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ในข้อหาหมิ่นประมาทต่อไป

“ผมต้องย้อนถามคุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เช่นกันว่า ท่านมีเจตนาที่อยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ เพราะเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ระบุชัดเจนว่าต้องใช้เสียงสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 แต่ทุกครั้งท่านมักจะโจมตีสมาชิกวุฒิสภาโดยตลอด ซึ่งการมาโจมตีใส่ร้ายป้ายสีกันเช่นนี้มันถูกต้องหรือไม่ หากต้องการแก้ไขจริง ๆ ท่านควรใช้การเจรจา ไม่ใช่วิธีใส่ร้าย”

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายพิสิษฐ์ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงมุมมองของวุฒิสภาต่อคำว่า “สีน้ำเงิน” โดยยืนยันว่าสำหรับตนเอง สีน้ำเงินคือสีบนธงไตรรงค์และธงชาติไทย ซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่ปกป้องและดำรงไว้ซึ่งระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ พร้อมย้ำว่าสมาชิกวุฒิสภาทุกคนมีความเป็นอิสระ 100% ไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติหรือระบอบสีน้ำเงินตามที่ถูกตั้งข้อสังเกต

ส่วนกรณีที่อาจมีการลงมติไปในทิศทางเดียวกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องของการพิจารณาบนผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่การเข้าข้างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

สำหรับความชัดเจนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายพิสิษฐ์ระบุว่าขณะนี้เห็นเพียงร่างของพรรคภูมิใจไทยที่ยื่นเข้ามา ส่วนร่างของพรรคอื่นยังไม่เห็นรายละเอียดจึงยังตอบไม่ได้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร อย่างไรก็ตาม วุฒิสภายังคงมีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่แตะต้องบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหมวดพระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจในมาตราต่าง ๆ รวมถึงยังยืนยันในเงื่อนไขที่ต้องใช้เสียงสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 ในการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ส่วนความต้องการของประชาชนที่สะท้อนผ่านประชามติ 21 ล้านเสียงนั้น สว. ย้ำว่าต้องรอดูขั้นตอนการทำประชามติอีก 2 ครั้งที่จะเกิดขึ้น เพื่อกำหนดกรอบให้ สสร. ดำเนินการต่อไป โดยวุฒิสภายินดีทำทุกประการหากเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน