กรุงบากู สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน, วันที่ 17 พฤษภาคม – นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ที่อยู่ระหว่างการเข้าร่วมการประชุม World Urban Forum ครั้งที่ 13 (WUF 13) นำคณะประกอบด้วย นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวง พม. , ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรมว.พม. , นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.), นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.), คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าหารือแบบทวิภาคีกับคณะผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนจีน นำโดยนาย Shengjun Wang หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่า รมช.การเคหะและการพัฒนาเมืองและชนบท
นายนิกร กล่าวว่า ฝ่ายจีนกล่าวแสดงความยินดีที่ได้มีโอกาสหารือกับฝ่ายไทย พร้อมระบุว่า จีนได้ริเริ่มการประชุม China–ASEAN Ministerial Roundtable on Construction ตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งหน่วยงานของไทยทั้งกรมโยธาธิการและผังเมือง และกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ได้มีการจัดประชุมฯ ณ เมืองกุ้ยหลิน และในเดือนสิงหาคม 2569 จะมีการจัดประชุมฯ ณ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียนและจีนด้านการก่อสร้างและพัฒนาเมือง
ฝ่ายจีนได้กล่าวถึงการเดินทางเยือนประเทศไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในการประชุม Asia-Pacific Forum on Sustainable Development (APFSD) และมีการหารือกับผู้บริหารกระทรวง พม. เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยและการฟื้นฟูเมือง โดยชื่นชมโครงการการพัฒนาที่อยู่อาศัยใกล้ระบบขนส่งมวลชนเพื่อรองรับแรงงานเมืองและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถือเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า กระทรวงการเคหะฯ มีภารกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาเมืองและชนบท การพัฒนาที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยเฉพาะการผลักดันอาคารเขียว (Green Building) และเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ซึ่งจีนมีองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สะสมในด้านดังกล่าว และพร้อมถ่ายทอด แลกเปลี่ยนกับประเทศไทย

นายนิกร กล่าวว่า ในส่วนของฝ่ายไทย มีโอกาสศึกษาการวางผังเมืองและแนวทางการพัฒนาเมืองในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีคุณภาพ ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการเมืองสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพ อันเป็นแนวปฏิบัติที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์และต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาเมืองของประเทศได้ ขณะเดียวกันปัจจุบันประเทศไทยมีการเพิ่มขึ้นของกลุ่มเปราะบาง และผู้สูงอายุ ทำให้ประเด็น “ที่อยู่อาศัยราคาประหยัด” และ “การออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อทุกคน” เป็นวาระสำคัญของรัฐบาล ผ่านการดำเนินงานของ กคช. และ พอช. ที่มุ่งดูแลประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง
“ขณะนี้ รัฐบาลไทยกำลังผลักดันโครงการ บ้านเพื่อคนไทย มุ่งเน้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยใกล้ศูนย์กลางระบบขนส่งมวลชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสม โดยมีความสนใจเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบรวดเร็วของจีน รวมถึงระบบบริหารจัดการอัจฉริยะด้านข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงการ นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะระบบโซลาร์เซลล์ในที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนการออกแบบที่อยู่อาศัยและอาคารสำหรับผู้สูงอายุ ตามหลักอารยสถาปัตย์ เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว” มว.พม. กล่าว
นายนิกร กล่าวว่า ในช่วงท้ายของการหารือ นั้น ฝ่ายจีนได้นำเสนอประสบการณ์ด้านการก่อสร้างแบบ Prefabrication หรือการผลิตชิ้นส่วนอาคารจากโรงงานแล้วนำไปติดตั้งหน้างาน ซึ่งสามารถลดระยะเวลาก่อสร้างได้อย่างมาก โดยยกตัวอย่างโครงการในกรุงปักกิ่งที่สามารถก่อสร้างอาคารขนาด 3,000 ตารางเมตรแล้วเสร็จภายในเวลาเพียง 3 เดือน และใช้เวลาติดตั้งหน้างานเพียง 46 วัน ทำให้เห็นว่าเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการของประเทศไทย โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยราคาประหยัด อีกทั้ง ขณะนี้ จีนกำลังพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้สูงอายุกว่า 300 ล้านคน โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิต อาทิ ระบบป้องกันการลื่นหกล้มภายในบ้าน และเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งไทยสามารถศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้ได้

นายนิกร กล่าวว่า ฝ่ายจีนได้เชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมกิจกรรม World Cities Day ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 ณ เมืองฝูเจี้ยน โดยจะมีการจัดแสดงนวัตกรรมวัสดุก่อสร้าง อาคารต้นแบบ และเทคโนโลยีด้านที่อยู่อาศัยสมัยใหม่ รวมถึงเชิญชวนไทยสมัครเข้ารับรางวัล Global Award for Sustainable Development in Cities (Shanghai Award) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน และ โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat) โดยเห็นว่าไทยมีแนวปฏิบัติที่โดดเด่นด้านการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
อีกทั้งฝ่ายจีนได้เสนอให้ทั้งสองประเทศจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระดับรัฐมนตรี เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือระยะยาว และเอื้อต่อการเข้ามามีส่วนร่วมของด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างและที่อยู่อาศัย โดยฝ่ายไทยเห็นด้วยกับแนวความคิดและจะจัดตั้งหน่วยประสานงานร่วมระหว่างสองประเทศต่อไป
“การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–จีนด้านการพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัย โดยประเทศไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการก่อสร้างสมัยใหม่จากจีน อาทิ ระบบก่อสร้างรวดเร็ว อาคารประหยัดพลังงาน เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการบริหารจัดการที่อยู่อาศัย ตลอดจนแนวทางการออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ขณะที่ฝ่ายจีนมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของอาเซียนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือภายใต้กรอบ China–ASEAN และความร่วมมือไทย-จีนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต” นายนิกร กล่าว

