กรุงเทพฯ, วันที่ 18 พ.ค. – นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวในงานถอดรหัส ความสำเร็จ “อ้อยไทย ไร้ฝุ่น…หนุนน้ำตาลไทยสีเขียว” ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ และถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย หลังจากปิดหีบอ้อยฤดูการผลิตปี2568/2569 พบว่าสามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาลงเหลือแค่ 3.80% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 10 %
“ถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ขณะเดียวกันสัดส่วนอ้อยสดเข้าหีบในโรงงานน้ำตาล 58 โรงงาน ใน 29 จังหวัดยังสูงถึง 96.20% ทุบทุกสถิติเช่นกัน โดยบางพื้นที่ทำสถิติลดอ้อยเผาได้ต่ำสุดถึง 0.25% เท่านั้น” นายวราวุธ กล่าว พร้อมระบุว่า ผลสำเร็จเกิดจากนโยบาย “พลัง 3 ประสาน” ที่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพลังพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่อ้อยกว่า 1.5 ล้านคนทั่วประเทศ ในพื้นที่ปลูกอ้อยเกือบ 10 ล้านไร่ที่ตัดสินใจปรับเปลี่ยนแนวทาง วิธีการ จากการเผาอ้อยมาเป็นการตัดอ้อยสดสะอาด และมีคุณภาพดี
ส่วนพลังที่สองคือผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทั้ง 58 แห่งที่ร่วมมือกันจัดการระบบหีบอ้อยอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างแรงจูงใจ และพลังสุดท้ายคือภาครัฐที่ขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และเดินหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวตามพันธกรณี Net Zero 2050 ที่ตนเองเคยไปประกาศเจตนารมณ์ไว้ในการประชุม COP 27 เมื่อปี พ.ศ. 2565 ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งตอนนั้นมีสัดส่วนอ้อยเผาสูงถึง 60-70%

รมว.อุตสาหกรรม กล่าวอีกว่า ขณะนี้บางพื้นที่ บางโรงงานมีสัดส่วนอ้อยเผาต่ำกว่า 1 % และที่ต่ำที่สุดลงถึง 0.25 % หมายความว่าช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศลดฝุ่น PM 2.5 และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ได้อย่างมาก โดยเฉพาะ “หิมะดำ” จากเขม่าควันจากการเผาอ้อยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ นอกจากนี้ในแง่ของเศรษฐกิจ การตัดอ้อยสดยังทำให้น้ำตาลมีคุณภาพดีขึ้น โดยค่าเฉลี่ยของผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อยพุ่งสูงขึ้นจาก 110 กิโลกรัม เป็น 113 กิโลกรัม ส่งผลให้เกษตรกรและโรงงานมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอุตสาหกรรมนี้สร้างรายได้เข้าประเทศสูงถึงปีละกว่า 2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยไทยเป็นผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 5 และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก
สำหรับก้าวต่อไป นายวราวุธ ยันยันว่าจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ โดยได้มอบนโยบาย “ONE MIND” ให้กับทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมมือกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3 ด้านอย่างเข้มข้น เริ่มต้นที่ “ต้นน้ำ” ด้วยการเร่งรัดใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีปรับปรุงพันธุ์อ้อยให้มีไฟเบอร์ต่ำลงแต่มีความหวานสูงขึ้น มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศผันผวน ทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง พร้อมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรซื้อเครื่องจักรกลทดแทนการเผาเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Burning “เป้าหมายจะต้องลดสัดส่วนอ้อยเผาทั่วประเทศให้ได้ต่ำกว่า 3 %และจะมุ่งสู่ Zero Burning หรือทำให้สัดส่วนอ้อยเผาเป็นศูนย์ได้ในที่สุด”

นายวราวุธ กล่าวด้วยว่า ส่วน “กลางน้ำ” จะส่งเสริมสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนให้ผู้ประกอบการ การเข้าถึงตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้เสริม ตลอดจนการต่อยอดอุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง เช่น การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และพลังงานชีวมวล
ขณะที่ส่วน “ปลายน้ำ” นายวราวุธ ชี้ให้เห็นถึงโอกาสทองหลังจากที่รัฐบาลอินเดียประกาศงดส่งออกน้ำตาล ซึ่งไทยในฐานะผู้ส่งออกอันดับสองต้องช่วงชิงโอกาสนี้ในการขยายตลาดส่งออกน้ำตาลทรายรักษ์โลกที่ผลิตจากอ้อยสดเกือบ 100% เพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะทวีความเข้มข้นขึ้นในเวทีโลก โดยมั่นใจว่าพลัง 3 ประสานจะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยเติบโตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม

