“เอกนัฏ” มอบ ‘โอ๋ ชุดสุดซอย‘ นำหลักฐานร้อง ดีเอสไอดำเนินคดี 6 บริษัทคลังน้ำมัน ตามมาตรา 7 ในจ.ระยอง ชลบุรี โยงพฤติการณ์ออกใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือผิดปกติกว่า 100 ใบ
วันที่ 27 เม.ย.2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเดือน ก.พ.69-มี.ค.69 โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันว่ามีรายใดที่มีพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่ ล่าสุด ตนเจอในส่วนของบริษัทคลังน้ำมันทั้งหมด 92 แห่ง ช่วงเดือน มี.ค.69-เม.ย.69 เนื่องจากเรามีการคาดการณ์ว่าจะมีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร ใครเก็บน้ำมันไว้เกินแล้วจำหน่ายช้า ตอนนี้พบแล้วไม่ต่ำกว่า 7 คลังน้ำมัน แต่ที่หนักสุดคือ บริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่จ.อ่างทอง เพราะมีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำมันไปตรวจสอบ พบว่ามีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงจริง ซึ่งในส่วนนี้จะต้องแจ้งความดำเนินคดี
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ เพราะหลายคนมีการสันนิษฐานว่าเรือที่แล่นไปยังคลังน้ำมันในภาคใต้ ไม่ว่าสุราษฎร์ธานี สงขลา ชุมพร ซึ่งเขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 20-30% ของน้ำมันทั้งหมด ดังนั้น หากจะมีการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงไปส่งขายยังต่างประเทศ ก็คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นบริเวณนี้
ฉะนั้น คณะทำงานจึงต้องนำเอกสารรายการใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรวจสอบ พบกี่ใบขนก็ต้องคูณโทษเข้าไป ซึ่งล่าสุดเราพบความผิดปกติแล้วกว่า 100 ใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ตนจึงมอบให้คณะทำงานชุดสุดซอย นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หรือ โอ๋ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) เข้าพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้สอบสวนดำเนินคดีบริษัทคลังน้ำมันเหล่านี้
นายเอกนัฏ กล่าวว่า พฤติการณ์ที่เราตรวจสอบพบนั้น มันมีใบขนส่งน้ำมันทางเรือที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายประมาณ 100 กว่าใบ โดยล้วนเป็นเอกสารของคลังน้ำมันของโรงกลั่นไปยังผู้ค้าน้ำมันทางภาคใต้ นอกจากนี้ก็พบข้อมูลเช่นเดียวกันว่า ใบขนส่งน้ำมันทางเรือเหล่านี้ไปเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับโรงกลั่นน้ำมันด้วย ถ้าใบขนส่งน้ำมันเหล่านี้ผิดจริง ก็จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เพราะปกติแล้วใบขนส่งน้ำมันจะกำหนดรายละเอียดชัดเจน หากไม่ทำตามก็มีความผิด
ในกรณีหากเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่สวมสถานะผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับกรณีต่อหนึ่งใบขนส่ง แต่อันนี้เราพบความผิดปกติกว่า 100 ใบ งต้องว่ากันไปตามกระบวนการ เพราะบริษัทที่เข้ามาเกี่ยวข้องก็มีหลายแห่ง ไม่ต่ำกว่า 5-6 บริษัท ตามขั้นตอนแล้ว ใบขนน้ำมันเชื้อเพลิง หากออกไปยังพื้นที่ภาคใต้ ก็จะเป็นโซนจ.ระยอง ชลบุรี ดังนั้น ใบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องออกจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มักจะมีลักษณะเป็นโรงกลั่นที่มาสวมสถานะเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือเครือเดียวกัน เพื่อจะได้ส่งน้ำมันไปยังสงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ฉะนั้น ใครออกใบขนน้ำมัน คนนั้นจะเป็นคนผิด ตอนนี้จึงเป็นการดูไปที่ต้นทางที่ออกใบขนน้ำมันก่อน แต่จะขยายผลไปที่ปลายทางด้วยอย่างแน่นอน
ด้าน น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ประธานทีมชุดสุดซอย กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายเอกนัฏ ให้เข้าพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัทคลังน้ำมัน หรือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ระยองและชลบุรี และได้ส่งน้ำมันทางเรือไปยังคลังน้ำมันในพื้นที่สุราษฎร์ธานี
โดยในวันนี้ (27 เม.ย.2569) เวลา 16.00 น. ตนพร้อมด้วยทีมงานฝ่ายกฎหมาย จะนำพยานหลักฐานไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเพื่อใช้สอบสวนดำเนินคดี โดยเฉพาะกรณีบริษัทคลังน้ำมันทั้ง 6 แห่งดังกล่าว เกี่ยวข้องกับความผิดปกติในการออกเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ ที่ไม่เป็นไปตามประกาศ จึงเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เตรียมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ คือ พ.ต.ท.เสกสรร ศรีตุลาการ ในฐานะหัวหน้าศูนย์การดำเนินคดีเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรับมอบเอกสารพยานหลักฐานจากคณะทำงานชุดสุดซอย นอกจากนี้ กรณีการสอบสวนบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ที่มีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ทางอธิบดีดีเอสไอ ได้มีคำสั่งรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษอีกหนึ่งคดีเรียบร้อยแล้ว โดยมอบให้ พ.ต.ท.นิรุติ พัฒนะรัฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษสำนวนบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้งฯ

