ทุกปีงบประมาณที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ต้องเปลี่ยนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)เพราะเกษียณอายุ ชาวสีกากีจะจับตามองความเคลื่อนไหวของ รอง ผบ.ตร.และจเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ถึงโอกาสความเป็นไปได้ตั้งแต่ต้นปียันถึงเวลาที่ นายกรัฐมนตรีนัดคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)ประชุมลงมติเลือก ผบ.ตร.

ซึ่งแต่ละปีจะนำปัจจัยภายนอกมาประกอบการวิเคราะห์กับหลักกฎหมายตำรวจที่บัญญัติถึงคุณสมบัติ พร้อมฟันธงว่าใครจะผงาดนั่งตำแหน่งพิทักษ์ 1 มีทั้งผิดพลาดและตรงตามที่ฟันธงไว้ ปีนี้เช่นกันมีการทำนายทายทักถึงตังเก็ง แต่ยังไม่ฟันธงว่าใครจะเข้าวิน คงต้องลุ้นโค้งสุดท้ายในเดือนกรกฎาคมที่กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งระบุว่าตำแหน่ง ผบ.ตร.ต้องแต่งตั้งให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 กรกฎาคม
ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานก.ตร.จะหยิบชื่อแคนดิเดตคนไหนเสนอให้ ก.ตร.ลงมติเห็นชอบ ซึ่งเส้นทางเติบโตตั้งแต่ ร.ต.ต.-พล.ต.อ. ของบรรดาแคนดิเดต เชื่อว่านายกรัฐมนตรีและ ก.ตร.คงศึกษาอย่างละเอียด ก่อนคัดชื่อเสนอต่อที่ประชุม ก.ตร.จนถึงขั้น ก.ตร.ลงมติเห็นชอบ
“ประดู่แดง”คงไม่กล้าที่จะฟันธงว่าเจ้าสำนักปทุมวันคนใหม่จะเป็นใคร แต่ก่อนถึงวันลงมติเลือก อยากให้ นายกฯและ ก.ตร.พิจารณาให้รอบคอบด้วยการย้อนดูอดีตตั้งแต่ยุคเผด็จทหารภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนถึงยุคที่ นายเศรษฐา ทวีสิน
เริ่มที่ยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ ครองอำนาจไม่ถึงปีแต่งตั้ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็นทผบ.ตร. โดยที่อาวุโสอันดับ 1และอันดับ 2 ไม่กล้าขยับหรือโต้แย้งถึงกฎกติกาที่องค์กรตำรวจยึดถือปฏิบัติกันมา
การแต่งตั้ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ท่ามเสียงครหาว่าเน้นความใกล้ชิดกับขั้วอำนาจมากกว่าที่จะพิจารณาถึงประวัติการดำรงตำแหน่งแต่ละตำแหน่งว่าก้าวกระโดดหรือเรียนลัด มีประสบการณ์และศักยภาพมากพอที่จะบริหารจัดการสำนักสีกากีที่มีกำลังพลมากว่าสองแสนคนหรือไม่
เพราะถ้าพิจารณากันจริงๆถึงเส้นทางเติบโตของตำรวจด้วยการยึดกฎกติกาพบว่า กว่าจะถึงตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ติดยศ พล.ต.อ. จะเหลืออายุราชการที่จะนั่งตำแหน่ง ผบ.ตร.ไม่เกิน 2 ปีหรือ 3 ปี แต่พล.ต.อ.จักรทิพย์ กลับนั่งตำแหน่งยาวนานถึง 5 ปี
ตลอดเวลา 5 ปี พล.ต.อ.จักรทิพย์ แทบจะไม่ได้โชว์ศักยภาพในการบริหารหรือสร้างภาพจำให้กับตำรวจทั่วประเทศที่ตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นยุคที่องค์กรตำรวจเป็นพึ่งของตำรวจและประชาชนอย่างแท้จริงได้เลย นอกจากภาพจำที่นำกำลังพร้อมลูกชาย บุกเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ทหารคลั่งยิงชาวบ้านในศูนย์การค้าแหง่หนึ่งในเมืองโคราชเท่านั้น
นอกนั้นจะเป็นภาพจำในเชิงไร้ภาวะผู้นำ โดยเฉพาะงานบริหารบุคคลหรือแต่งตั้งโยกย้ายที่ภาพจำกลับไปตกที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.สมัยนั่งตำแหน่ง ผบก.และ ผบช.มากกว่า และทั้งสองเติบโตแบบเรียนลัด มากด้วยข้อยกเว้น และละเลยอาวุโส อีกต่างหาก
จัดว่าเป็นยุคที่เกิดความระส่ำระสายมากที่สุดยุคหนึ่ง เพราะตำรวจไม่มั่นใจว่าระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ใครมีอำนาจเหนือใคร แต่ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ มากกว่ซึ่งชาวสีกากีส่วนใหญ่ต่างวิจารณ์ว่าในยุคของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ที่มี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ คอยบริหารจัดการ ผู้มีอำนาจที่กำกับดูแล ตร.น่าถอดเป็นบทเรียนได้ว่าองค์ตำรวจก้าวพลาดแค่ไหน แล้วหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
ต่อมาการแต่งตั้งระดับผบ.ตร.ยึดหลักเกณฑ์และประวัติการดำรงตำแหน่งหลักๆมากขึ้น อาทิการแต่งตั้ง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข และ พล.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติประภัสร์ ทั้งสองช่วยกู้ภาพลักษณ์ขององค์กรที่ตกต่ำให้ประชาชนเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง
แต่ต้องมาสะดุดอีกครั้งเมื่อนายเศรษฐาหยิบชื่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร.อาวุโสรั้งท้ายแถมเติบโตแบบก้าวกระโดดจากตำแหน่งผกก.-ผบ.ตร.ใช้เวลาเพียง 6 ปี ท่ามกลางเสียงครหาว่าขี่ตั๋วช้าง
หลังรับตำแหน่งไม่กี่เดือนเกิดความขัดแย้งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถึงขั้นถูกสั่งไปช่วยราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทั้งคู่ ฉุดภาพลักษณ์องค์กรตำรวจดิ่งเหวอีกคำรบหนึ่ง แวดวงสีกากีต่างตั้งข้อสังเกตว่าไร้ประสบการณ์การบริหาร โตแบบค้ำถ่อขาดความเข้าใจงานตำรวจแบบองค์รวม
ต่อมาองค์กรตำรวจเริ่มเข้าที่ข้างทาง ประชาชนเริ่มศรัทธามากขึ้น เมื่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ที่นายกฯ และ ก.ตร.คัดเลือกด้วยการยึดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เริ่มจากอาวุโส มีผลงาน เติบโตตามแบบฉบับของตำรวจอาชีพ แถมสร้างผลงานจนพวกจ้องเลื่อยขาเก้าอี้ต้องล่าถอย
ดังนั้นในการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ที่จะมีขึ้นช่วงเดือนกรกฏาคม ถ้านายกรัฐมนตรีและก.ตร.ไม่อยากให้องค์กรตำรวจต้องถอยหลังกลับไปสู่จุดตกต่ำเหมือนอดีตที่ผู้นำโตแบบบ่มแก๊ส มาพร้อมกับข้ออ้างตั๋วช้างที่ไม่มีอยู่จริง และเป็น”แค่เจว็ด“ต้องทำให้กฎการแต่งตั้งคงความศักดิ์สิทธิ์เรียกศรัทธาวงการสีกาให้สง่างาม !!!


