“อนุทิน” มอบนโยบายงบปี 70 ต้อง “ตรงเป้า-แม่นยำ” ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น คุมงบเพิ่มไม่เกิน 20% เน้นลงทุนรับวิกฤตโลก-ดัน EV พลังงานสะอาด

161

อิมแพ็ค เมืองทองธานี, วันที่ 20 เมษายน – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด

นายอนุทินระบุว่า การจัดทำงบปีนี้จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม 2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส 4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส และ 5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส

ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอนุทินเน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด “กฎเหล็ก” ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว

อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ทั้งนี้ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ