ดันอาชญากรรมพุ่ง ตำรวจคือด่านหน้ารับภาระหนัก-งบฯมีจำกัด”ผบช-หน.โรงพัก”ต้องวางแผนรับได้ทุกเคส

360

สัปดาห์แรกที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลถล่มอิหร่าน “ประดู่แดง”นำเสนอว่าสงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อ จะเกิดภาวะวิกฤตน้ำมันราคาแพง ชาวบ้านจะเดือดร้อนกนทั่วหน้าเพราะค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้ยังคงเดิม พร้อมเสนอว่า ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9(ผบช.ภ.1-9) ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1-9 และหัวหน้าโรงพักทุกแห่งต้องวางแผนและบริหารจัดการด้านต่างๆให้ดีเพื่อรับมือกับความเดือดร้อนให้ประชาชน เพราะตำรวจคือเบอร์ต้นๆที่ประชาชนนึกถึงยามมีภัย

          ภัยสงครามเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆทุกประเทศทั่วโลกเผชิญกับราคาน้ำมันแพง แม้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะยืนยันว่าสามารถตรึงราคาได้ 15 วัน เป็นแค่ราคาคุย  เพราะเกิดภาพชาวบ้านไปต่อคิวซื้อน้ำมันแบบข้ามวันข้ามคืน เดือดร้อนกันถ้วนหน้า   ต่อมาราคาขยับรวดเดียวลิตรละ 6 บาท เกิดปรากฎการณ์น้ำมันเต็มปั๊มเติมไม่อั้นผลกระทบไปตกอยู่ที่หน่วยงานราชการ เพราะงบประมาณมีไม่เพียงพอและที่กระทบหนักเพราะต้องใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ เกือบตลอดเวลานั่นคือโรงพัก

        เกิดดราม่าบนโลกโซเชียล เมื่อ ชลธิชา อินฟลูเอ็นเซอร์ โพสต์คลิประบายความอัดอั้นว่าบ้านญาติถูกโจรงัด ไปแจ้งความกลับได้รับคำตอบที่น่าตกใจจากตำรวจ เจ้าของคลิประบุว่าบ้านใน อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ถูกคนร้ายงัดทำลายผนังบ้านได้รับความเสียหายและขโมยเงินสด

        “ญาติไปแจ้งความโรงพักม่วงสามสิบ ขอให้ตำรวจไปดูที่เกิดเหตุ ทางตำรวจกลับบอกว่าช่วงนี้น้ำมันแพง ถ้าอยากให้ลงพื้นที่ ต้องเติมน้ำมันให้ก่อน”เจ้าของคลิประบุและว่าทราบว่าก่อนหน้านี้บ้านชาวต่างชาติถูกงัดเหมือนกันและจ่ายค่าน้ำมันให้ตำรวจไป 1,000 บาท ตำรวจจึงเดินทางไปดู

    เจ้าของคลิปตั้งคำถามว่าเพราะเป็นชาวบ้านธรรมดา ตาสีตาสา เลยไมให้ความสำคัญทั้งที่โรงพักอยู่ห่างจากบ้านเพียง 11 กิโลเมตรเท่านั้น

  “ตำรวจคือที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนจริงหรือเปล่า ?เพราะถ้าประชาชนไม่มีเงินดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายเลย”เจ้าของคลิประบุและว่า บ้านหลังนี้มีผู้สูงอายุอาศัยเพียงลำพังกับควาย 2 ตัว การที่ตำรวจไม่ยอมลงไปตรวจสอย ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกไม่ปลอดภัย และเกรงว่าคนร้ายจะย่ามใจกลับมาก่อเหตุซ้ำ

  ภายหลังที่คลิปแพร่ออกไปตำรวจทำหนังสือชี้แจงว่าอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดและสื่อสารคลาดเคลื่อนพร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง  ต่อมาพ.ต.อ.คนองฤทธิ์ ดาราช ผกก.สภ.ม่วงสามสิบ เดินทางไปพบน.ส.ชลธิชา พร้อมขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันว่าจะดำเนินการทุกอย่างให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างถูกต้องที่สุด ร้อยเวรยอมรับถึงเหตุที่เกิดขึ้น อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ

        หรือกรณีตำรวจโรงพักแห่งหนึ่งในจ.สุราษฏร์ธานี บุกยื่นหนังสือถึงผบก.ภ.จว.สุราษฏร์ธานี เมื่อวันที่ 19 มีนาคมว่าถูกหัวหน้าโรงพักกดดันในลักษณะให้เอื้อประโยชน์ ทั้งสายงานสอบสวน สืบสวน และป้องกันและปราบปราม จนตำรวจทั้งโรงพักอยู่ในอาการเครียด ไม่มีสมาธิในการปฏิบัติหน้าที่ ต่อมาผบก.ภ.จว.สุราษฏร์ธานี เรียกผกก.ฯไปปรับทัศนคติ แต่ไม่ปรากฏข่าวว่าปรับทัศนคติอย่างไรและไม่มีคำสั่งใดๆเกี่ยวกับทางปกครองปรากฏให้เห็น

             ทั้งสองกรณีที่ยกมาเพื่อสารไปถึงผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติและผบช.ที่คุมพื้นที่ เพื่อสะท้อนว่าการปฏิบัติหน้าที่ระดับโรงพักมีปัญหาและเชื่อว่าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสองโรงพักนี้แน่นอน เพียงแต่ที่อื่นไม่ปรากฏข่าว เนื่องจากมีหลายปัจจัย อาทิ ไม่อยากขัดแย้งกับหัวหน้าโรงพัก หรือวัดดวงสมยอมกันเพื่อผลประโยชน์ ถ้าไม่เจอตอหรือเจอพวกอินฟลูเอ็นเซอร์ รอดตัวรับผลประโยชน์แบบเต็มๆ

            แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันถ้าหัวหน้าโรงพักแต่ละแห่ง ยังบริหารแบบเดิมๆในลักษณะเรียกรับผลประโยชน์ไปพร้อมกับการบริหารงานแบบตั้งรับ ไร้การวางแผนรับมือกับภัยที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้านในพื้นที่รับผิดชอบแบบเชิงรุก ขอฟันธงเลยว่าชาวบ้านต้องอยู่กันอย่างหวาดผวาแน่นอน

            ดังนั้นเพื่อยับยั้งและป้องกันภัยต่างๆที่ชาวบ้านต้องเผชิญในภาวะสงครามและลามไปสู่ภัยข้าวยากหมากแพง ผบ.ตร.ต้องสั่งกำชับให้รองผบ.ตร.และผู้ช่วยผบ.ตร.ที่มอบหมายให้กำกับดูแลบช.ที่คุมพื้นที่ เร่งหารือกับ ผบช. ผบก.และหัวหน้าโรงพัก ให้ทำงานเชิงรุกได้แล้ว พร้อมจัดหางบประมาณโดยเฉพาะงบประมาณน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับ รถสายตรวจ รถร้อยเวร และรถรับส่งผู้ต้องหา ให้เพียงพอ เพราะเชื่อว่างบฯที่มีอยู่ไม่เพียงพอแน่นอน

    ถ้าทุกระดับยังวางเฉยทำงานกันแบบรูทีนเชื่อว่าเหตุการณ์แบบโรงพักม่วงสามสิบ จะเกิดขึ้นกับโรงพักอื่นๆในหลายพื้นที่อย่างแน่นอน !!!