วันที่ 1 เม.ย.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แสดงความกังวลต่อร่างพระราชบัญญัติ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร และไปอยู่ในการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่ง สส.หลายท่านอภิปรายว่า รัฐบาลควรหยิบขึ้นมาพิจารณาต่อให้แล้วเสร็จและบังคับใช้ แต่เห็นว่าไม่ควรเร่งรัดบังคับใช้ เพราะ 1. ซ้ำซ้อนกับกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง และจราจร แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะยกเลิกหรือใช้แทนกฎหมายใด ทำให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติ 2.มีการตั้งคณะกรรมการหลายชุดเกินความจำเป็น ทั้งระดับนโยบาย วิชาการ และจังหวัด ซึ่งขัดต่อหลักการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 3.จัดตั้งหน่วยงานใหม่โดยไม่จำเป็น การตั้ง “สำนักงานอากาศสะอาด” อาจเกิดความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานเดิมอย่าง กรมควบคุมมลพิษ และเป็นการสร้างภาระงบประมาณโดยไม่จำเป็น
4.ให้อำนาจเจ้าพนักงานเกินสมควร ร่างกฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานกว้างขวางเกินไป เช่น การตรวจค้น ยึดอายัดทรัพย์ หรือสั่งหยุดกิจการโดยไม่มีหมายศาล และประชาชนไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ ซึ่งเสี่ยงต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบ 5. การจัดเก็บค่าธรรมเนียม และระบบประกันความเสี่ยง จะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนมหาศาลให้ภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน กระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 6.กลไกที่ไม่ชัดเจน ร่างกฎหมายกำหนดเพียงกรอบกว้างๆ แล้วให้หน่วยงานไปออกรายละเอียดภายหลัง ถือเป็นการจำกัดสิทธิประชาชนโดยไม่มีความชัดเจนในตัวกฎหมายเอง
7.ระบบการตลาดและการใช้บังคับ ค้ามลพิษ อาจไม่เหมาะกับไทย การนำแนวคิดการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ (Emission Trading) มาใช้แบบยุโรป อาจไม่ช่วยให้อากาศสะอาดขึ้นจริงหากระบบกำกับดูแลยังไม่เข้มแข็งพอ และ 8.โทษอาญารุนแรง การพิสูจน์มลพิษข้ามพรมแดนเพื่อลงโทษทางอาญานั้นทำได้ยากในทางปฏิบัติและอาจขัดต่อหลักสากลนายศุภชัย กล่าวว่า ปัญหาอากาศสะอาดของไทย ไม่ได้เกิดจากการไม่มีกฎหมาย แต่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ยังไม่จริงจังเพียงพอ รวมถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่ทั่วถึง ความจำเป็นทางเศรษฐกิจของประชาชน และปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค
“การทำให้กฎหมายที่มีอยู่ ทำงานได้จริง พร้อมกับการออกแบบกฎหมายใหม่ ให้มีความชัดเจนสมดุล และเป็นธรรม เป็นเรื่องที่สำคัญ ผมไม่ได้คัดค้านเรื่องหลักการของอากาศสะอาด แต่ขอให้ร่วมกันทำกฎหมายฉบับที่กำลังจะหยิบยกขึ้นมานี้ว่าจะเป็นกฎหมายที่ปกป้องประชาชนได้จริง และไม่ทำลายศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพราะท้ายที่สุดแล้วเราไม่ได้ต้องการกฎหมายอากาศสะอาดแต่เราต้องการอากาศที่สะอาดอย่างยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคน” นายศุภชัย กล่าว

