กระทรวงการต่างประเทศ อัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดหนักขึ้น ระบุ แม้จะเจรจาให้เรือพาณิชย์ไทยบางลำเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้แล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่แน่นอน จำเป็นยกระดับช่องทางการสื่อสารกับนานาประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความตึงเครียดสูงขึ้น หลังจากที่อิหร่านประกาศห้ามเรือที่มีความเกี่ยวข้องกับบางประเทศเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และกลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศเข้าร่วมการสู้รบ ซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยในการเดินเรือในทะเลแดง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญโดยเฉพาะช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” โดย ศบก. กำลังติดตามผลกระทบโดยตรงต่อการเดินเรือพาณิชย์และขนส่งสินค้าเป็นการเฉพาะด้วย
นอกจากนี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อิหร่านเตือนว่าจะมีการโจมตีนอกเหนือเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศภูมิภาคอ่าว ซึ่งเป็นการตอบโต้หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในกรุงเตหะราน
ส่วนความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทยและการดำเนินการด้านอื่น ๆ ตามที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศชี้แจง ว่า กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สามารถเจรจาให้เรือพาณิชย์ไทยบางลำเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยแล้วนั้น แต่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงมีความไม่แน่นอน ดังนั้น กต.จึงจำเป็นต้องยกระดับการรักษาช่องทางการสื่อสารกับนานาประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น พร้อมเร่งเจรจากับภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อปกป้องคนไทยและผลประโยชน์ของประเทศไทยต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุม ศบก. ได้เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือให้เรือพาณิชย์ของไทย ที่ยังตกค้างในช่องแคบฮอร์มุซสามารถเดินทางออกจากช่องแคบอย่างปลอดภัย และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งคณะทำงานดังกล่าวจะเร่งดำเนินการต่อไป
ในพื้นที่อิสราเอลน่านฟ้าคงยังปิดอยู่ และเที่ยวบินพิเศษของอิสราเอลมีจำนวนจำกัด สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีพ ได้ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศรอบข้างโดยเฉพาะในจอร์แดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนไทยในอิสราเอลสามารถเดินทางทางอากาศกลับประเทศไทยได้พื้นที่โอมานและเยเมน ภายหลังกองกำลัง IRGC โจมตีกองกำลังบำรุงของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในระยะห่างจากท่าเรือในโอมาน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต พบว่าไม่มีชาวไทยในพื้นที่ได้รับบาดเจ็บ พร้อมแจ้งเตือนให้คนไทยในเยเมนเพิ่มความระมัดระวังต่อสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ มีคนไทยที่ได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้ออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง มายังประเทศไทยหรือไปประเทศที่สาม รวมทั้งสิ้น 1,532 คน พร้อมย้ำ ให้คนไทยพิจารณาออกนอกพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด

