ตำรวจสอบสวนกลาง–ACSC ทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เปิดโรงเรียนสอนภาษาบังหน้าทำวีซ่านักเรียน เงินหมุนเวียนมหาศาล

109

เมื่อวันที่ 11 มี.ค. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พ.ต.อ.แมน แม่นแย้ม รองผบก.บก.ทล. พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2บก.ทล. ร่วมแถลงผลทลายขบวนการ ฟอกเงิน-ฟอกคน ให้แก็งคอลเซ็นเตอร์ผ่านแอปเทรดหุ้นและใช้โรงเรียนสอนภาษาบังหน้าทำวีซ่านักเรียน โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายรวม 8 ราย เป็นคนไทย 7 ราย และชาวจีน 1 ราย

ผู้ต้องหาประกอบด้วย นายรัตนชัย อายุ 30 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้า รับโอนเงินและฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น ถูกจับกุมที่ จ.ชลบุรี น.ส.วรลักษณ์ อายุ 29 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้า ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น ถูกจับกุมที่ จ.ปทุมธานี นายเจษฎาพร อายุ 24 ปี ทำหน้าที่บัญชีม้า ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น ถูกจับกุมที่ จ.ชลบุรี น.ส.ชนกนันท์ อายุ 21 ปี ทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้า ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น ฟอกเงินผ่านการซื้อขายทองคำ และเปิดบริษัทขายสินค้าแบรนด์เนมเพื่ออำพรางเส้นทางเงิน ถูกจับกุมที่คอนโดย่านห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร น.ส.สรณ์สิริ อายุ 22 ปี ทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้า และควบคุมการกดถอนเงินของบัญชีม้า ถูกจับกุมที่ จ.แม่ฮ่องสอน น.ส.สุกัญญา อายุ 49 ปี เจ้าของบริษัทรับทำวีซ่า ทำหน้าที่ดำเนินการขอวีซ่านักศึกษาให้กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ โดยใช้โรงเรียนสอนภาษาบังหน้า ถูกจับกุมในกรุงเทพมหานคร น.ส.ชิตาภา อายุ 40 ปี เจ้าของโรงเรียนสอนภาษา ออกหนังสือรับรองสถานะนักศึกษาเพื่อใช้ยื่นขอวีซ่าให้กลุ่มเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ และนาย Zhen อายุ 35 ปี สัญชาติจีน นำเงินที่ได้จากการฉ้อโกงออนไลน์ไปลงทุนในธุรกิจขายสินค้าออนไลน์

ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ถูกแจ้งข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร และร่วมกันฟอกเงิน ตามหมายจับศาลจังหวัดปทุมธานี

พ.ต.อ.ภคพล กล่าวว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกข้าราชการเกษียณในพื้นที่ จ.ปทุมธานี สูญเงินกว่า 1.4 ล้านบาท ก่อนตำรวจขยายผลพบว่าเครือข่ายเดียวกันก่อเหตุลักษณะเดียวกันมากกว่า 30 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท

จากการสืบสวนพบว่ากลุ่มคนร้ายใช้วิธีนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงโอนเข้า แพลตฟอร์มเทรดหุ้นต่างประเทศ จากนั้นโอนต่อผ่านบัญชีม้าหลายชั้นเพื่ออำพรางเส้นทางการเงินให้ดูเหมือนเงินจากการลงทุน โดยบัญชีม้าบางรายถูกส่งไปยัง เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพื่อสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนทำธุรกรรมทางการเงินหลบเลี่ยงมาตรการตรวจสอบของธนาคาร

พ.ต.อ.ภคพล กล่าวด้วยว่า จากการตรวจสอบบัญชีม้าเพียง 3 บัญชี พบเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน และเชื่อว่าทั้งเครือข่ายอาจสร้างความเสียหายจากคดีคอลเซ็นเตอร์ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังพบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีการเปิด บริษัทรับทำวีซ่า และใช้ โรงเรียนสอนภาษาในเขตลาดพร้าว เป็นฉากบังหน้าในการออก วีซ่านักเรียน ให้ชาวต่างชาติ โดยเรียกเก็บค่าดำเนินการคนละประมาณ 50,000 บาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 มีชาวต่างชาติหลายสัญชาติ เช่น จีน เวียดนาม เมียนมา อินโดนีเซีย และไต้หวัน เข้ามาดำเนินการทำวีซ่าผ่านช่องทางนี้แล้วประมาณ 600 คน มีเงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้านบาท

จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ยังพบหลักฐานบางส่วนของชาวต่างชาติที่เข้ามาด้วยวีซ่านักเรียนมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม