กรุงเทพฯ, วันที่ 9 มีนาคม – นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกกรอบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อการจัดการทรัพยากรทางทะเลและสิ่งแวดล้อม ระหว่าง พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และตัวแทนหน่วยงานพันธมิตรอีก 6 หน่วยงาน ได้แก่ เทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี เทศบาลตำบลท่าข้าม จังหวัดฉะเชิงเทรา สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย บริษัทอมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) บริษัทเด็นโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน)
ทั้งนี้เพื่อน้อมนำตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์แนวปะการัง สัตว์ทะเลหายาก และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล รวมถึงการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมกันดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลของประเทศ และร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะทะเลและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

นายสุชาติ กล่าวว่า การลงนามในวันนี้เกิดจากความร่วมมือ 3 ส่วน ได้แก่ ทส. มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ และภาคเอกชน เพื่อร่วมมือจัดการขยะทะเล และขยะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งส่งเสริมแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยนำขยะทะเลที่ไร้ค่ามาแปรรูป และพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ (Upcycling) ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะ “ผ้าพลิกตัวสำหรับผู้ป่วยติดเตียง” เพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ยากไร้ ขอบคุณภาคเอกชน และหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมกันออกแบบ พัฒนา และผลิตผลิตภัณฑ์จากขยะทะเล โดยนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการแปรรูปวัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะในทะเลแล้ว ยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรที่ถูกทิ้ง และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง
”ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ทั้งในมิติของระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีพื้นที่ชายฝั่งทะเลยาวและมีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลสูง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทรัพยากรทางทะเลกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางทะเล การใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถของธรรมชาติ ตลอดจนแรงกดดันจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การดูแลรักษาทะเลและมหาสมุทรจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรม และยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างสมดุลและรับผิดชอบ“ รมว.ทส. กล่าว

นายปิ่นสักก์ กล่าวว่า บันทึกความร่วมมือฉบับนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาขยะทะเลของประเทศ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต โดยกรมทะเลจะสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ เครือข่ายอาสาสมัคร และการดำเนินกิจกรรมเก็บขยะทะเลในพื้นที่เป้าหมาย ขณะที่ภาคีเครือข่ายจะร่วมพัฒนานวัตกรรม การแปรรูปวัสดุ และสนับสนุนกระบวนการผลิต ทั้งนี้ ในอนาคตมีแผนที่จะขยายความร่วมมือและการดำเนินงานให้ครอบคลุมในวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม

