ไทยเจ้าภาพประชุม “ตำรวจนิติวิทยาศาสตร์อาเซียน” ครั้งที่ 8 ชูศักยภาพแล็บระดับต้นภูมิภาค ผนึกกำลังปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์–อาชญากรรมออนไลน์

295

ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายตำรวจนิติวิทยาศาสตร์อาเซียน ครั้งที่ 8 ที่กรุงเทพฯ มุ่งยกระดับความร่วมมือรับมืออาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ขณะที่ ผบช.สพฐ.ชี้ไทยมีศักยภาพด้านนิติวิทยาศาสตร์ติดอันดับต้น ๆ ของอาเซียน พร้อมนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ร่วมสกัดภัยออนไลน์ในภูมิภาค

วันนี้ (9 มี.ค.69) เวลา 09.00 น. พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายตำรวจนิติวิทยาศาสตร์อาเซียน ครั้งที่ 8 (The 8th ASEAN Police Forensic Science Network Meeting) ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการการประชุมย่อย (Sideline Meeting) ที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ภายหลังที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เป็นเจ้าภาพการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 เมื่อวันที่ 3 – 7 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในการประชุมครั้งนี้มีตำรวจจากประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ ไทย, เนการาบรูไนดารุสซาลาม, สาธารณรัฐอินโดนีเซีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, สหพันธรัฐมาเลเซีย, สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา, สาธารณรัฐฟิลิปปินส์, สาธารณรัฐสิงคโปร์ และ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เข้าร่วมประชุม โดยมี พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, พล.ต.ท.ดิเรก ธนานนท์นิวาส ที่ปรึกษา (สบ 8) สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบหมายให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่ายตำรวจนิติวิทยาศาสตร์อาเซียน ครั้งที่ 8 (The 8th ASEAN Police Forensic Science Network Meeting) สำหรับเครือข่ายตำรวจนิติวิทยาศาสตร์อาเซียน ถือเป็นกลไกสำคัญภายใต้กรอบ ASEANAPOLหน่วยงานความร่วมมือการบังคับใช้กฎหมายของประเทศสมาชิกอาเซียนมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านนิติวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการปฏิบัติที่เป็นเลิศ และสนับสนุนการดำเนินงานด้านการสืบสวนสอบสวนทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การประชุมย่อยในครั้งนี้ มุ่งเน้นการหารือในประเด็นสำคัญด้านนิติวิทยาศาสตร์ เน้นให้ความสำคัญเป็นพิเศษเรื่องของการปราบปรามขบวนการมิจฉาชีพและการหลอกลวงออนไลน์ เพื่อให้ทันกับการก่ออาชญากรรมของคนร้ายที่ใช้เทคโนโลยีทำให้รูปแบบมีความซับซ้อน ยากต่อการตรวจสอบ ซึ่งการรับมือกับอาชญากรรมดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาองค์ความรู้ด้านนิติวิทยาศาสตร์หลายสาขา อาทิ นิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล การตรวจพิสูจน์ทางการเงิน การตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ รวมถึงการตรวจพิสูจน์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการสืบสวนสอบสวนและยกระดับประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย โดยการประชุมครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและองค์ความรู้ ตลอดจนเสริมสร้างเครือข่ายวิชาชีพและความร่วมมือในระดับภูมิภาคอาเซียน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมย่อยในวันนี้ตำรวจอาเซียนของแต่ละประเทศได้นำเสนอในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมปรึกษาหารือเบื้องต้นสำหรับงานนิติวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics) การตรวจวิเคราะห์ชีววิทยาและดีเอ็นเอ การตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุน รวมถึงการตรวจพิสูจน์ด้านอื่น ๆ โดยในวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ตำรวจอาเซียนของทุกประเทศจะไปชมการปฏิบัติงานจริงของตำรวจพิสูจน์หลักฐาน (Lab Tour) ณ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เพื่อเป็นการเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการตรวจพิสูจน์ระหว่างกัน

นอกจากนี้ จะมีการจำลองสถานการณ์ จำลองการตรวจเก็บวัตถุพยานเกี่ยวกับดิจิทัลและอาวุธปืน เพื่อให้สอดคล้องกับการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ที่เน้นความร่วมมือระหว่างกันด้านการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์ การฉ้อโกง แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งการดำเนินงานของตำรวจอาเซียน (ASEANAPOL) เน้นเรื่องของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่ง เพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในภูมิภาคอาเซียน

ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจพิสูจน์หลักฐานตำรวจ​ กล่าวเพิ่มเติมถึงบทบาทของตำรวจนิติวิทยาศาสตร์ของไทยในภูมิภาคอาเซียนว่า ไทยถือเป็นประเทศที่มีความชำนาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ และมีประสบการณ์ในการรับมือกับอาชญากรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะแก๊งอาชญากรรมออนไลน์และขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในช่วงที่ผ่านมา​และที่ผ่านมา ได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อรองรับการตรวจพิสูจน์หลักฐานในคดีอาชญากรรมออนไลน์ โดยเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ของไทยสามารถรับมือกับปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บด้านนิติวิทยาศาสตร์ของไทยยังคงอยู่ในระดับแนวหน้าของภูมิภาค แม้บางประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าอาจมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากกว่า แต่เมื่อเทียบในกลุ่ม 10 ประเทศอาเซียน ไทยยังถือว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในการตรวจพิสูจน์หลักฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าสามารถรองรับสถานการณ์อาชญากรรมในปัจจุบันได้

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากลุ่มคนร้ายมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อเหตุอยู่ตลอดเวลา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพัฒนาศักยภาพควบคู่กันไป โดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายตำรวจในประเทศอาเซียนในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะกรณีอาชญากรรมออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์ ที่มักมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่ไปก่อเหตุหลอกลวงประชาชนในอีกประเทศหนึ่ง

สำหรับการติดตามคดีลักษณะดังกล่าว ตำรวจไทยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งในด้านปฏิบัติการและด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อสืบสวนขยายผล โดยเฉพาะคดีที่คนไทยไปก่ออาชญากรรมในต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น ฐานข้อมูล DNA และข้อมูลบุคคล รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากตำรวจไทยไม่สามารถเข้าไปดำเนินการทางกฎหมายในต่างประเทศได้โดยตรง​พร้อมระบุว่า จากมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ที่รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมา พบว่าแนวโน้มอาชญากรรมในลักษณะดังกล่าวลดลงอย่างต่อเนื่อง และมูลค่าความเสียหายโดยรวมก็ลดลงเช่นกัน ถือเป็นทิศทางที่ดี

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการหลอกลวงของคนร้ายยังคงเป็นลักษณะเดิม เช่น การหลอกลวงเชิงความรักหรือโรแมนซ์สแกม และการหลอกผู้สูงอายุ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่คนร้ายจะปรับรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อาจตกเป็นเหยื่อมากขึ้นในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตระหนักรู้และระมัดระวังภัยจากอาชญากรรมออนไลน์มากยิ่งขึ้น