เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2569 เวลาประมาณ 17.30 น. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พร้อมด้วยนายสุธี ทับทองคำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในชุมชนหมู่ 5 ตำบลเกาะเกร็ด กว่า 10 หลังคาเรือน ว่ากำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากเพื่อนบ้านรายหนึ่งที่เข้ามาเช่าบ้านพักอาศัย บริเวณใกล้เคียงวัดเสาธงทอง ซึ่งติดริมถนน ก่อนนำสุนัขจำนวนมากกว่า 30 ตัว มาเลี้ยงไว้ภายในบ้าน โดยสุนัขได้อุจจาระกองเต็มหน้าบ้านจนส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ รวมถึงมีเสียงสุนัขเห่าดังรบกวนตลอดทั้งวันทั้งคืน

จากการตรวจสอบพบว่าบ้านหลังดังกล่าวถูกทำรั้วและตาข่ายล้อมรอบพื้นที่อย่างมิดชิด พร้อมนำผ้าใบสีน้ำเงินมากั้นรอบบ้านไม่ให้บุคคลภายนอกมองเห็นภายใน ส่วนบริเวณใต้ถุนบ้านพบว่ามีการเลี้ยงสุนัขจำนวนมากกว่า 30 ตัว
เมื่อผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ยังสามารถได้กลิ่นมูลสุนัขที่เหม็นรุนแรงโชยออกมาจากตัวบ้านอย่างชัดเจน อีกทั้งยังได้ยินเสียงสุนัขเห่าดังเป็นระยะทราบชื่อผู้เลี้ยงสุนัขคือ นางศุภพิชญ์ ซึ่งเคยตกเป็นข่าวก่อนหน้านี้กรณีเพาะเลี้ยงสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานเกือบ 100 ตัว โดยใช้พื้นที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จนผู้พักอาศัยในคอนโดฯ ต้องรวมตัวกันร้องเรียนต่อเทศบาลและสื่อมวลชนมาแล้ว

ด้าน คุณยายวิไล อายุ 82 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน เปิดเผยว่า ตนได้รับความเดือดร้อนจากบ้านหลังดังกล่าวมานานกว่า 2 เดือนแล้ว นับตั้งแต่เจ้าของสุนัขย้ายมาเช่าบ้าน ตอนแรกบอกว่าจะมาอยู่เพียงประมาณ 1 เดือนแล้วจะย้ายออก แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังคงอาศัยอยู่ต่อโดยไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมาในพื้นที่เกาะเกร็ดที่ต้องได้กลิ่นเหม็นจากมูลสุนัข
คุณยายวิไล กล่าวต่อว่า บ้านของตนอยู่ติดกับบ้านหลังดังกล่าว ทำให้กลิ่นมูลสุนัขลอยเข้ามาภายในบ้านตลอดเวลา แม้อยู่ภายในบ้านก็ยังได้กลิ่นจนต้องปิดจมูกเมื่อออกมานอกบ้าน อีกทั้งยังมีปัญหาเสียงสุนัขเห่าดังในช่วงกลางคืนจนไม่สามารถนอนหลับได้ ต้องมานอนพักในช่วงกลางวันแทน ซึ่งตนอายุมากแล้วจึงได้รับผลกระทบมาก อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ เพราะหากไม่มีการแก้ไข ตนอาจต้องตัดสินใจขายบ้านย้ายหนีออกไปเป็นทางเลือกสุดท้าย ซึ่งตนได้มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง ปวดหลัง อายุเยอะแล้วเดินไม่ค่อยไหว
ขณะที่ นางสมัคร ทองพูน หรือ ป้าแจ๊ว อายุ 71 ปี เพื่อนบ้านอีกราย กล่าวว่า ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักเช่นกัน เนื่องจากบ้านของตนมีรั้วติดกับบ้านที่เลี้ยงสุนัข กลิ่นขี้สุนัขแรงมากจนแทบจะทนไม่ไหว อีกทั้งในช่วงเวลาประมาณ 22.00 – 23.00 น. สุนัขยังคงเห่าดังต่อเนื่องทุกคืน ทำให้คนในบ้านพักผ่อนไม่ได้ ซึ่งตนได้อาศัยอยู่บริเวณหลังบ้านของเขา
ป้าแจ๊ว เล่าว่า ภายในบ้านของตนมีผู้ป่วยที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้น แต่เมื่อกลับมาถึงวันแรก เจ้าของสุนัขก็ทำรั้วล้อมบ้านทันที และยังเคยเข้ามาพูดคุยกับผู้ป่วยในบ้าน โดยบอกว่าจะช่วยออกเงินค่ารักษาพยาบาลให้ทุกเดือนเพราะสงสาร แต่กลับไปบอกกับชาวบ้านว่าจ่ายเงินเคลียร์แล้วจึงสามารถเลี้ยงสุนัขได้ที่ผ่านมา ชาวบ้านพยายามพูดคุยกับเจ้าของสุนัขหลายครั้ง แต่เจ้าตัวมักหลบหน้าหลบตาไม่ออกมาพูดคุย
นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำสุนัขเข้ามาเพิ่มในช่วงเวลากลางคืนประมาณตี 1 – ตี 2 โดยขนมาทางเรือ ทำให้ไม่มีใครเห็นชัดเจน ปัจจุบันผู้ป่วยในบ้านของตนนอนไม่ได้ในตอนกลางคืน จึงต้องไปพักอยู่ที่วัดในช่วงกลางวัน
ป้าแจ๊วยัง กล่าวอีกว่า ชาวบ้านกังวลเรื่องภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเกาะเกร็ด เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวเดินผ่านจำนวนมาก ซึ่งหลายคนก็ร้องเรียนเรื่องกลิ่นเหม็น นอกจากนี้ เคยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตัวไปที่โรงพักเพื่อทำบันทึกว่าจะย้ายออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 3 มี.ค.69 แต่เจ้าของสุนัขก็ไม่ยอมเซ็นเอกสารใด ๆ อีกทั้งยังมีคนมาเฝ้าบ้านในช่วงบ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้มีคนมาวางยาเบื่อสุนัข และก่อนหน้านี้ถังขยะที่เคยตั้งอยู่หน้าบ้านก็ไม่สามารถวางไว้ได้ เนื่องจากมีกลิ่นเหม็นรุนแรง อีกทั้งยังพบว่ามีการนำมูลสุนัขและซากสุนัขมาทิ้งไว้ จนพนักงานเก็บขยะเป็นผู้พบเห็น

ขณะเดียวกันระหว่างที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ ได้พบกับนางศุภพิชญ์ เจ้าของสุนัข ซึ่งกำลังออกมาซื้อของบริเวณหน้าบ้าน ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามถึงสาเหตุที่นำสุนัขจำนวนมากมาเลี้ยงจนเกิดกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้าน โดยนางศุภพิชญ์กล่าวเพียงว่า ไม่ขอให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน และไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ พร้อมระบุว่าไม่ได้ขายสุนัข เพียงเลี้ยงไว้เท่านั้น และหากมีการนำเสนอข่าวผิดพลาดจะดำเนินการฟ้องร้องทั้งหมด
นางศุภพิชญ์ ยังกล่าวว่า สุนัขบางส่วนเป็นลูกสุนัขที่แม่สุนัขเพิ่งคลอด หากไม่แยกออกมาจากพื้นที่เดิม สุนัขอาจกัดกันจนตาย ซึ่งเป็นภาพที่ตนรู้สึกหดหู่ใจอย่างมาก โดยยกตัวอย่างว่าสถานการณ์เลี้ยงสุนัขในบางพื้นที่เป็นเหมือน “นรกในใจ” พร้อมอ้างว่าที่ผ่านมาตนเคยเลี้ยงสุนัขจรจัดไว้ประมาณ 100 ตัว และช่วงที่เกิดน้ำท่วมก็ต้องนำสุนัขไปฝากเลี้ยงตามที่ต่าง ๆ แต่เมื่อสุนัขตั้งท้องก็ไม่มีใครรับผิดชอบ
ภายหลังให้สัมภาษณ์ นางศุภพิชญ์ได้เดินขึ้นเรือข้ามฝั่งออกจากพื้นที่ ท่ามกลางชาวบ้านจำนวนมากที่ยืนดูเหตุการณ์และแสดงความไม่พอใจกับคำชี้แจงดังกล่าวของเจ้าของสุนัข พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เนื่องจากชาวบ้านในชุมชนยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
เบื้องต้นทางด้านนายกนต์ธร ศรีชุมจันทร์ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองรักษาราชการแทนนายอำเภอปากเกร็ด ร่วมกับ อบต.เกาะเกร็ด ได้ลงพื้นที่เข้าไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับทางเจ้าของบ้านผู้ใช้เช่า และผู้เช่าที่เลี้ยงสุนัข โดยทางเจ้าของบ้านเช่าได้แจ้งผู้เช่าว่าให้ย้ายออกภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ผู้เช่าที่เลี้ยงสุนัขได้ขอเวลาในการขนย้ายเนื่องจากมีจำนวนสุนัขมาก คาดว่าจะสามารถขนย้ายสุนัขแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้

