ต้องตั้ง ครม.รับมือพิษสงคราม คัดนักบริหารมืออาชีพ-มีวิสัยทัศน์ “พวกลูกเทพ-รุ่นเก๋า” หยุดกระสันก่อน

133

กระบวนการทางสภาผู้แทนราษฎร สู่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีและการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่เกินสิ้นเดือนมีนาคม น่าจะเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล แบเบอร์นั่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2

แต่การฟอร์ม ครม.ครั้งนี้ถือว่าพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางไฟสงครามที่คุโชนส่อขยายเป็นวงกว้าง ด้วยเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ เศรษฐกิจของทุกประเทศเสมือนเดินเข้าสู่ประตูนรก ตลาดหุ้นดิ่งเหว ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชากรโลก

ผู้นำทุกประเทศขยับตัวตั้งรับ ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อรองรับแรงกระแทกจากพายุเศรษฐกิจที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก หากสงครามยืดเยื้อ ประชากรโลกย่อมตกอยู่ในภาวะอดอยาก

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ใช่คู่สงคราม ความเดือดร้อนปรากฏให้เห็นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นดิ่งนรก การท่องเที่ยวเสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่อเดินกะเผลก เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติพากันยกเลิกการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่รัฐบาลมุ่งหวังจะโกยเงินเข้าประเทศ จะกลายเป็นฝันค้าง

ยิ่งเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะถดถอยมาโดยตลอด ชาวบ้านมีรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง สินค้าเกษตรทุกชนิดราคาตกต่ำ เกิดไฟสงคราม การส่งออกแทบจะมืดมน สินค้าเกษตรหลายตัวถูกต่างชาติควบคุมกลไกราคา ข้าวและมะพร้าวน้ำหอม เป็นตัวอย่างสะท้อนได้ชัดเจน

ภัยสงครามมิได้จำกัดความร้อนอยู่แค่ปัญหาปากท้อง แต่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นภัยจากอาชญากรรม ภัยจากสิ่งแวดล้อม และภัยจากการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นต้น

ดังนั้นการพิจารณาแต่งตั้งรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง นายอนุทินและกลุ่มผู้กุมอำนาจ ต้องตระหนักเป็นพิเศษว่า ครม.ชุดนี้ต้องมารับภาระหนัก ที่ต้องนำพาประเทศฟันฝ่าวิกฤตทั้งระหว่างเกิดสงครามและหลังสงครามยุติ ให้ประชาชนในชาติเดือดร้อนน้อยที่สุด พร้อมวางแนวทางให้ประเทศฟื้นตัวจากภัยสงครามโดยเร็วที่สุด

ซึ่งเป็นโจทย์ยากสำหรับนายอนุทิน เพราะการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องใช้สัดส่วนของ ส.ส. แต่ละพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล จนกลายเป็นประเพณีที่ยึดถือกันมายาวนาน เสมือนวงจรอุบาทว์ที่อยู่คู่การเมืองไทยมานาน บ่อยครั้งที่คนไทยรู้สึกกล้ำกลืนที่ได้รัฐมนตรีมีประวัติด่างพร้อย อาทิ เคยต้องคดียาเสพติด ต้องคดีฆ่าคนตาย ต้องคดีโกงเงินหลวง หรือเอี่ยวคดีซื้อเสียง ผู้บงการให้ฮั้วประมูลงานรัฐ และเอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์ เป็นต้น

เมื่อเข้ารับหน้าที่ บรรดาเสนาบดีเหล่านี้หนักไปทางมุ่งแสวงประโยชน์ทุกทาง เป็นทุนไว้ดูแล ส.ส.ในสังกัด เพื่อเป็นฐานไว้ต่อรองทั้งภายในพรรคและรัฐบาล รวมถึงพิทักษ์ผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง มีตัวอย่างให้เห็นอย่างหลากหลาย อาทิ พื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ธุรกิจก่อสร้างถูกเครือข่ายนักการเมืองกินรวบนับหมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีโจทย์ยากอีกข้อที่นายอนุทินต้องตอบแทน นั่นคือกลุ่มลูกเทพหรือกลุ่มลูกบ้านใหญ่ ที่เลือกช่วงฝนตกไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย หลายคนหมายมั่นปั้นมือว่าต้องได้ตำแหน่งรัฐมนตรีตามที่สัญญากันไว้แน่นอนแต่ในสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ ถ้ากลุ่มลูกเทพบางคนที่มีความกระสัน ช่วยลองพิจารณาถึงศักยภาพของตัวเองดูว่ามีความรอบรู้ มีประสบการณ์ในเชิงบริหารแค่ไหน และมีศักยภาพพอที่จะนำพาประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามได้หรือไม่?

ถ้าส่องเส้นทางของบรรดาลูกเทพแต่ละคนที่เติบโตบนถนนสายการเมือง ล้วนเดินตามรอยพ่อหรือแม่หรือญาติผู้ใหญ่มาทั้งสิ้น เสมือนเป็นมรดกตกทอดกันมา แถมส่วนใหญ่มีธุรกิจก่อสร้างที่รับเหมางานภาครัฐเป็นหลัก และมาพร้อมกับเสียงนินทาว่าเป็นผู้บงการฮั้วประมูล และบรรดาลูกเทพเจริญรอยตาม


ขณะที่ลูกเทพบางคนมีแค่ประสบการณ์ทางการเมืองเท่านั้น เพราะพอคุณสมบัติครบ จะถูกส่งลงชิงชัยการเมืองท้องถิ่น ทั้ง ส.อบจ. นายก อบจ. นายก อบต. และนายกเทศมนตรี เป็นต้น จากนั้นไต่เต้าลงชิง ส.ส. พวกลูกเทพกลุ่มนี้จะไร้ประสบการณ์การบริหารภาพใหญ่ของประเทศ ที่มีองค์ประกอบมากมายที่ต้องเรียนรู้

อีกกลุ่มที่ทำให้นายอนุทินมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด คือกลุ่มนักการเมืองรุ่นเก๋า ในพรรคให้ความเกรงใจเพราะมุ้งใหญ่มีทุนเยอะ แต่ภาพลักษณ์ส่อไปทางลบมากกว่าบวก แถมไม่มีผลงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันให้รู้สึกสัมผัสได้ นอกจากเสียงครวญจากชาวบ้านว่า ได้เป็นรัฐมนตรีอีกแล้วหรือ?

ดังนั้นจากนี้คงต้องจับตาดูว่า ในภาวะที่ไฟสงครามคุโชน นายอนุทิน กลุ่มผู้กุมอำนาจ และผู้กุมอำนาจในพรรคร่วมรัฐบาล จะยึดแนวทางยอมหักไม่ยอมงอ คัดสรรนักบริหารมืออาชีพ มีวิสัยทัศน์ ทันสถานการณ์โลก มาบริหารประเทศ หรือจะยึดแนวทางเดิม ๆ ตามโควตา โดยไม่สนใจคุณสมบัติว่าจะไร้ฝีมือ เพียงแค่มี ส.ส. อยู่ในคาถาตามโควตาก็พอแล้ว

แต่สำหรับประชาชนทั่วไปคาดหวังว่าจะได้เห็นแนวทางยอมหักไม่ยอมงอ พร้อมวิงวอนให้บรรดาลูกเทพและนักการเมืองรุ่นเก๋า เห็นแก่ชาติบ้านเมืองด้วยการหยุดกระสันในตำแหน่งไปก่อน เพราะศักยภาพที่มีอยู่ไม่มากพอที่จะนำพาประเทศฝ่าวิกฤติสงครามไปได้ !!!