กรุงเทพฯ, วันที่ 7 มี.ค. – นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ และ อดีต รมว. พลังงาน กล่าวว่า จากภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่สหรัฐร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน และ สถานการณ์ยังคงรุนแรงและหนักหน่วง มีผลกระทบต่อทั้งโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุชของประเทศอิหร่านเพื่อตอบโต้ โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงไปถึงประมาณบาเรลละ 100 เหรียญสหรัฐแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจะต้องติดตามและรับมือกับสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหวังว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศควบคุมราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 29.94 บาท เพราะจะช่วยเหลือ ประชาชนให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปได้ เพราะน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของการขนส่งของสินค้าแทบทุกชนิด หากปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลขึ้น ราคาสินค้าต่างๆจะขึ้นราคาตาม ประชาชนจะเดือดร้อนกันอย่างมาก และเมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไป แม้ราคาน้ำมันดีเซลจะลดลงแล้ว แต่ราคาสินค้าที่ราคาขึ้นแล้วมักจะไม่ยอมลดราคาลงตาม ดังนั้นหลังจากที่ประกาศควบคุมราคาดีเซลแล้ว รัฐบาลต้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งตรวจสอบอย่าให้สินค้าขาดและอย่าได้ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หรือสินค้าต้องไม่ขาดและต้องไม่แพง เพื่อไม่ให้กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม นายพิชัยเห็นว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ รัฐบาลสามารถลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่เก็บอยู่ถึงลิตรละ 6.92 บาท ให้ลดลงมาได้ แม้รัฐจะขาดรายได้บ้างแต่ประชาชนจะได้ประโยชน์ และเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ปกติแล้ว รัฐค่อยกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลใหม่ ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อสถานการณ์โลกผันผวน ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลสมัยนั้นจะใช้วิธีการลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนี้ในการช่วยเหลือประชาชน จึงอยากให้ข้อมูลไว้เพื่อพิจารณา
นายพิชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ ในภาวะวิกฤตินี้ ประเทศไทยสามารถหาโอกาสที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากสถานการณ์ของโลกได้ 3 เรื่องใหญ่คือ 1. โครงการ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ตนได้คิดขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติในแบบนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากประทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก และสามารถผลิตอาหารสำรองให้เพียงพอและสามารถจำหน่ายให้กับกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ ซึ่งตนได้ขายแนวคิดนี้ตั้งแต่ อดีต นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ไปประชุมนานาชาติหลายแห่ง โดยเฉพาะการประชุมนานาชาติที่ประเทศ การ์ตาร์ปลายปี 2024 และแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี โดยประเทศสิงคโปร์ซื้อข้าว 100,000 ตัน จากไทย และประเทศในตะวันออกกลางหลายประเทศเช่น UAE, ซาอุดิอาราเบีย, การ์ตาร์, โอมาน, บาร์เรน รวมถึงอิสราเอล ไทยควรเร่งดำเนินการโครงการนี้โดยด่วน เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย

2. โครงการ Data Center รองรับการเก็บข้อมูลของประเทศในตะวันออกกลาง ในภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ได้มีการโจมตีอาคารราชการและศูนย์กลางการเก็บข้อมูล (Data Center) หลายแห่ง การสร้าง Data Center ในไทย ที่เป็นมิตรกับทุกประเทศ มีทำเลที่เหมาะสม และมีสาธารณูปโภคเพียบพร้อม น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถพัฒนาธุรกิจในด้าน Ai ให้เกิดขึ้นได้ด้วย
3. โครงการแลนด์บริดจ์พร้อมการเก็บสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ ในภาวะสงครามที่มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุชนี้ จะทำให้เห็นชัดว่าความต้องการที่จะต้องมีการขนส่งน้ำมันพร้อมการเก็บสำรองน้ำมันขนาดใหญ่มีความจำเป็นอย่างมาก ดังนั้น แนวคิดเรื่องแลนบริดจ์ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศน่าจะเป็นประโยชน์และจะสร้างรายได้มหาศาล และเพิ่มการพัฒนาในพื้นภาคใต้ได้อย่างมาก
“ในภาวะผันผวนของโลก จะมีทั้งวิกฤติและโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน และนี่จะเป็นโอกาสของประเทศไทย 3 เรื่องที่ได้เคยมีการคิดกันล่วงหน้าเพื่อรองรับไว้แล้ว ซึ่งจะสามารถช่วยพัฒนาประเทศไทยในภาวะวิกฤติที่ผันผวนของโลก และอาจจะมีโอกาสในด้านอื่นๆอีกเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งผู้บริหารของประเทศจะต้องช่วยกันคิดและช่วยกันทำเพื่อให้ไทยสามารถพัฒนาและแข่งขันกับประเทศต่างๆในภูมิภาคได้” นายพิชัย กล่าว

