เปิดตัวครั้งแรก 2 พยานสำคัญคดี “ทนายตั้ม” แถลงนานกว่า 3 ชั่วโมง งัดแชตไลน์ คลิปเสียง และเอกสารโต้ทุกข้อกล่าวหา ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้องฮั้วประมูล AOT หรือรับผลประโยชน์แลกการเป็นพยาน ขณะที่ทีมกฎหมายบ้านพระอาทิตย์เตรียมยื่นศาลขอเพิกถอนประกันตัว “ทนายตั้ม” ภายในสัปดาห์นี้ พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีเพิ่มเติมหากยังมีการพาดพิงจนเกิดความเสียหาย

วันนี้ (22 มิ.ย.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ บ้านพระอาทิตย์ อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย น.ส.อัจฉรา แสงขาว หรือ ทนายปุย, นายเขมวัฒน์ หรือ ปีเตอร์ โปรแกรมเมอร์และเจ้าของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ และ น.ส.พจมาน บัวลาศ หรือ มี่ ภรรยาของนายเขมวัฒน์ ซึ่งเป็นพยานสำคัญในคดีที่ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม ร่วมกันแถลงข่าวนานกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อตอบโต้กรณีถูกพาดพิงในประเด็นการฮั้วประมูลโครงการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT รวมถึงข้อกล่าวหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
โดยการแถลงข่าวในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ปีเตอร์และมี่เปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะ โดยทั้งคู่ระบุว่าที่ผ่านมาไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ เนื่องจากอยู่ภายใต้การคุ้มครองพยาน โดยทั้งสองสามีภรรยาได้นำหลักฐานเป็นข้อความสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ ทั้งแบบส่วนตัวและแบบกลุ่มที่ใช้พูดคุยเรื่องงานโครงการต่าง ๆ รวมถึงคลิปเสียงการสนทนาระหว่างมี่กับทนายตั้ม มาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน เพื่อใช้ชี้แจงข้อเท็จจริงในหลายประเด็นที่ถูกกล่าวหา
ปีเตอร์ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับทนายตั้มและพี่อ้อย มาจากการประกอบธุรกิจพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยตนเป็นผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน “นาคี” ซึ่งเป็นระบบหวยออนไลน์ ใช้เวลาพัฒนากว่า 1 ปี และมีต้นทุนประมาณ 16-20 ล้านบาท แต่ภายหลังเกิดความกังวลเกี่ยวกับข้อกฎหมาย จึงเข้าไปปรึกษาทนายตั้มพร้อมทั้งมีแนวคิดจะหานักลงทุนเข้ามาร่วมโครงการ
โดยทนายตั้มเป็นผู้แนะนำให้จัดทำใบเสนอราคาแอปพลิเคชันในวงเงิน 2 ล้านยูโร หรือประมาณ 71 ล้านบาท เพื่อนำเสนอให้พี่อ้อย พร้อมมีการทำสัญญาว่าจ้าง โดยยืนยันว่าตนและภรรยาไม่เคยพบหรือพูดคุยกับพี่อ้อยโดยตรง ทุกขั้นตอนดำเนินการผ่านทนายตั้มเพียงคนเดียว
โดยมี่ได้นำข้อความสนทนาในไลน์มาเปิดเผย ระบุว่าตนเคยสอบถามทนายตั้มว่า “พี่อ้อยเชื่อใช่ไหมว่าแอป 2 ล้านยูโรจริง” ซึ่งได้รับคำตอบว่า “ใช่”
ทั้งคู่ยังอ้างว่า ระหว่างดำเนินการทำสัญญา ไม่เคยได้รับเอกสารสัญญาที่มีลายเซ็นของพี่อ้อยกลับคืนมา มีเพียงเอกสารที่ตนลงนามส่งไปก่อนเท่านั้น อีกทั้งทนายตั้มยังขอไฟล์ต้นฉบับที่สามารถแก้ไขได้ จนเกิดข้อสงสัยว่าต้องการนำไฟล์ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในลักษณะใด
โดยภายหลังได้รับแจ้งว่าจะมีเงินจำนวน 71 ล้านบาทโอนเข้าบัญชีบริษัท แต่สุดท้ายไม่มีเงินเข้าตามที่แจ้ง ก่อนจะได้รับการชี้แจงว่าลูกค้าขอยกเลิกสัญญาเนื่องจากกังวลเรื่องข้อกฎหมาย กระทั่งในเวลาต่อมาทราบข้อมูลว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของทนายตั้ม ทำให้ในวันรุ่งขึ้นตนเดินทางไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.แก่งคอย จังหวัดสระบุรี เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้รับการว่าจ้างจริงแต่ยังไม่ได้รับค่าจ้าง
นอกจากนี้ปีเตอร์ยังอ้างว่า ทนายตั้มเคยส่งภาพแอปพลิเคชันอีกเวอร์ชันหนึ่งมาให้ พร้อมขอให้นำไปส่งมอบแก่พี่อ้อยแทน เพื่อให้เป็นไปตามสัญญา แต่ตนปฏิเสธ จึงไม่ทราบว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจหรือไม่ โดยในช่วงดังกล่าวยังมีการเปิดคลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทนายตั้มกับมี่ประกอบการชี้แจงด้วย
ภายหลังจากโครงการแอปพลิเคชันไม่สำเร็จทนายตั้มได้เสนออีกโครงการหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นการก่อสร้างโรงแรมให้เจ๊อ้อย มูลค่า 154 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่มาของค่าดำเนินการด้านการออกแบบจำนวน 9 ล้านบาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนเข้าบัญชีบริษัท ก่อนจะมีการถอนออกมาเป็นเงินสดตามคำแนะนำของทนายตั้ม และนำไปส่งมอบบริเวณหน้าศาลจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมมีการบันทึกภาพและตำแหน่งที่ตั้งไว้เป็นหลักฐาน
ปีเตอร์ เปิดเผยต่อว่า สำหรับการแบ่งเงินจำนวน 1 ล้านบาทให้กับภรรยาของทนายตั้ม ส่วนเงินที่เหลือถูกนำไปเก็บไว้ที่บ้านพักของทนายตั้ม ก่อนที่ในวันที่ 8 มกราคม 2567 พี่อ้อยจะมีหนังสือยกเลิกสัญญาก่อสร้าง ทำให้ตนเข้าไปปรึกษาทนายตั้ม ซึ่งอีกฝ่ายแนะนำให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกลับพี่อ้อยและแบ่งผลประโยชน์กันคนละครึ่ง แต่ตนไม่ยินยอมดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว
สำหรับกรณีคดีเงิน 39 ล้านบาทของนุและสา มี่ชี้แจงว่า ตนเข้าไปเกี่ยวข้องเพียงในฐานะผู้ให้คำแนะนำเรื่องการถอนเงินจำนวนมาก เนื่องจากเคยทำงานด้านธนาคารมาก่อน โดยอธิบายขั้นตอนการแจ้งธนาคารและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เท่านั้น ไม่ได้มีส่วนร่วมในธุรกรรมดังกล่าวโดยตรง
ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วประมูลโครงการของ AOT เพื่อแลกกับการเป็นพยานในคดีนั้น ทั้งปีเตอร์และมี่ยืนยันว่า ไม่เคยได้รับงานจาก AOT แม้แต่โครงการเดียว โดยการเข้าร่วมประมูลเป็นไปตามระบบ e-bidding ตามขั้นตอนปกติ และในบางโครงการเป็นเพียงกิจการร่วมค้าที่เข้าไปร่วมดำเนินงานในส่วนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น
สำหรับกรณีที่มีการกล่าวหาว่าได้รับเงินสดจำนวน 1 ล้านบาทจากพี่อ้อย รวมถึงได้รับงานมูลค่า 2.7 ล้านบาทเป็นการตอบแทนจากการเป็นพยาน ทั้งคู่ยืนยันว่า เงินดังกล่าวเป็นรายได้จากการจำหน่ายเสาเข็มและวัสดุก่อสร้างที่สั่งซื้อไว้สำหรับโครงการโรงแรม ซึ่งถูกยกเลิกไปก่อนหน้านั้น
ส่วนกรณีที่มีการเชื่อมโยงไปถึงอดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น มี่ยอมรับว่ารู้จักจริง เนื่องจากประกอบธุรกิจส่งออกผลไม้แปรรูป อาทิ ทุเรียน มะม่วง และส้มโอ และเคยได้รับคำแนะนำด้านการดำเนินธุรกิจและการเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐ แต่ยืนยันว่าไม่เคยได้รับงานดังกล่าว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลตามที่ถูกกล่าวหา

สำหรับกรณีที่ทนายเตรียมแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับโครงการเหรียญดิจิทัลในวันพรุ่งนี้ ทั้งคู่ชี้แจงว่า เป็นโครงการเกมออนไลน์และสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการพัฒนาจริง โดยนายษิทราเคยลงทุนจำนวน 1 ล้านบาทในฐานะผู้ถือหุ้น และจะได้รับผลตอบแทนตามข้อตกลง รวมถึงเคยตอบรับเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์และร่วมประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวด้วย จึงเห็นว่าเป็นข้อพิพาททางธุรกิจมากกว่าคดีอาญาตามที่ถูกกล่าวหา
ขณะที่ประเด็นการพาดพิงบุคคลในบ้านพระอาทิตย์ รวมถึงอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้น นางพจมานยอมรับว่าเคยพบอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่บ้านพระอาทิตย์จริง แต่เป็นเพียงการพบกันโดยบังเอิญ ไม่มีการพูดคุยเรื่องคดีความแต่อย่างใด โดยระบุว่าอีกฝ่ายแต่งกายลำลอง สวมกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ และนำอาหารมาฝากก่อนเดินทางกลับ ส่วนอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าไม่เคยพบและไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว
ย้ำว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้รับผลกระทบต่อชีวิต ครอบครัว และการประกอบอาชีพอย่างหนักจากการถูกพาดพิงในคดีต่าง ๆ ยืนยันว่าตนเป็นเพียงประชาชนทั่วไปที่ประกอบอาชีพสุจริต และหลังจากนี้ไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่ยืดเยื้อต่อไปอีก แต่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตและทำมาหากินตามปกติเท่านั้น
ทนายปุย เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมกฎหมายกำลังรวบรวมและถอดเทปคำสัมภาษณ์ต่าง ๆ ของทนายตั้มเพื่อเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลขอเพิกถอนการประกันตัวภายในสัปดาห์นี้ พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติม หากยังมีการพาดพิงบุคคลในบ้านพระอาทิตย์หรือผู้เกี่ยวข้องจนเกิดความเสียหาย โดยจะขอให้รับโทษต่อจากคดีที่อยู่ระหว่างการดำเนินการในศาลจังหวัดนครพนม

