หน้าแรกการเมือง"กัณวีร์" ห่วงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ จะเกิดการอพยพลี้ภัย ผลกระทบเศรษฐกิจและพลังงาน

“กัณวีร์” ห่วงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ จะเกิดการอพยพลี้ภัย ผลกระทบเศรษฐกิจและพลังงาน

วันที่ 4 มี.ค.69 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต กล่าวถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะส่งผลกระทบทั้งการเกิดคลื่นผู้อพยพ ผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจที่รัฐบาลไทยตั้งเตรียมพร้อม โดยตั้งคำถามว่า เมื่อความมั่นคงทางทหาร กลายเป็นความไม่มั่นคงทางมนุษยธรรม

โดยต้นเหตุทั้งหมด “อาจ” มาจากเรื่องการเมืองฝั่งขวาใช่หรือไม่ นายกัณวีร์ ระบุว่า หากเรามาย้อนดูเหตุผลของความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล เราจะสังเกตุว่ามันไม่ได้เป็นเพียงเกมภูมิรัฐศาสตร์ หากแต่เป็นตัวเร่งให้ภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าสู่จุดเปราะบางอีกครั้ง มองในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ละฝ่ายอาจมีเหตุผลด้านความมั่นคงของตนเอง แต่ในเชิงมนุษยธรรม ต้นทุนของความรุนแรงแทบทั้งหมดตกอยู่กับพลเรือน

“ย้อนรอยดูประเทศสหรัฐฯ การเลือกตั้งกลางเทอมกำลังจะมาถึง ปธน.ทรัมป์ เป็นคนที่เราคาดการณ์ได้ดีครับ เอาแน่ชาตินิยม บวกกับอนุรักษ์นิยมเพื่อกระแสนิยมภายในประเทศเค้าชัดเจน แต่การกำหนดกลยุทธ์การเลือกตั้งนี้ ต้องเป็นแบบเฉพาะหน้า เนื่องจากต้องหวังผล ตอนนี้ เท่านั้นเพราะหากยืดระยะเวลาออกไป ประชาชนในสหรัฐฯ จะออกมาประท้วงการส่งครอบครัวเค้าไปตายในสนามรบที่สหรัฐฯ ไม่ได้อะไรกลับมาทันตาเห็น อย่างที่เกิดขึ้นในเวียดนาม”

นายกัณวีร์ มองว่า สถานการณ์นี้เหมือนการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่ผ่านมาหรือไม่ ทำให้มองเห็นว่านโยบายความมั่นคงใช้ได้กับผลการเลือกตั้งของไทย

“ผมขอแชร์ประสบการณ์จากหลายสมรภูมิในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานิดครับว่า สงครามที่ไม่มีชัยชนะชัดเจนมักยืดเยื้อ และเมื่อยืดเยื้อ ระบบพื้นฐานของรัฐจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพ ตั้งแต่ระบบสาธารณสุข โครงสร้างพลังงาน ไปจนถึงความมั่นคงทางอาหาร”

นายกัณวีร์ ระบุว่า จากประสบการณ์ด้านมนุษยธรรมในกลางสงคราม ตนสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ทันทีว่า หากความตึงเครียดขยายวงกว้าง เราอาจเห็นการพลัดถิ่นทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดน จะทำให้เกิดผู้ผลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs) และผู้ลี้ภัย (refugees) มากยิ่งขึ้น เราจะเห็นการคว่ำบาตรจากประเทศมหาอำนาจและกลุ่มก้อนต่าง ๆ ต่อประเทศที่ถูกมองว่ากระด้างกระเดื่อง แต่ผลลัพธ์สุดท้ายมันจะซ้ำเติมประชาชน

“ยังไม่พอเราจะเห็นความผันผวนของตลาดพลังงานโลก การแก่งแย่งกีดกันพลังงาน การเก็บตุนสะสมเกินความจำเป็นเพื่อเล่นกับราคาพลังงานในตลาดโลก จนทำให้ประชาชนอย่างเรา “เจ็บแล้ว จนอีก” แบบไม่รู้จบ สุดท้าย เราจะเจอกับการแบ่งขั้วทางการเมืองในระดับนานาชาติ และที่น่ากังวลคือ ไทยเราจะไปอยู่ที่ใด หากนโยบายการต่างประเทศของไทย ยังดูไม่ชัดเจน”

นายกัณวีร์ กล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศขนาดกลาง ควรยึดหลักสมดุลทางการทูต สนับสนุนกระบวนการสันติภาพ และเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจและพลังงานภายในประเทศเพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงที่ยั่งยืนไม่อาจสร้างได้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องสร้างด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ กลไกทางการทูต และการยึดมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

“หากสถานการณ์นี้บานปลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ไม่เพียงแต่ภูมิภาคตะวันออกกลางจะเผชิญวิกฤตผู้ลี้ภัยรอบใหม่ แต่เศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย จะได้รับผลกระทบจากความผันผวนด้านพลังงานและการค้าหลักการพื้นฐานที่ประชาคมโลกต้องย้ำคือ การคุ้มครองพลเรือนตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การเปิดทางให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่ และการเร่งสร้างพื้นที่เจรจา”

นายกัณวีร์ กล่าวย้ำว่า ท้ายที่สุด ความมั่นคงที่แท้จริงไม่ใช่การทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ แต่คือการทำให้ประชาชนสามารถมีชีวิตอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี

“สงครามอาจเริ่มต้นได้ในเวลาไม่กี่นาที แต่ผลกระทบทางมนุษยธรรมอาจยาวนานนับหลายสิบปี เราจึงควรใช้ทุกกลไกทางการทูตเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามเกินควบคุมครับ” นายกัณวีร์ กล่าวย้ำ

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img