สื่อมวลชนกว่า 90 ประเทศทั่วโลก เยี่ยมชมนิทรรศการพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรับฟังการบรรยาย จากทางผู้แทนคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ณ โรงเรียนพรรคแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC Central Party School) กรุงปักกิ่ง

โดยประเด็นที่ได้รับความสนใจในการบรรยาย คือ การอธิบายถึงบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการบริหารจัดการสังคมและการรักษาเสถียรภาพของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็วตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
นายเซี่ย ชุนเถา ( Xie Chuntao ) นักการเมืองและนักวิชาการจีนที่มีบทบาทสำคัญ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิการบริหารโรงเรียนพรรคแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC Central Party School) และเป็นกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน สมัยที่ 20 ได้ทำหน้าที่เป็นผู้บรรยาย ว่าก่อนการปฏิรูปและเปิดประเทศ จีนดำเนินงานภายใต้ระบบที่เรียกว่า “ระบบหน่วยงาน” (Unit System) ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่จะสังกัดหน่วยงานของรัฐ โรงงาน หรือองค์กรส่วนรวมอย่างชัดเจน แต่หลังการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ โครงสร้างดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีการเกิดขึ้นของภาคเอกชน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และแรงงานที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบเดิม
ภายใต้สังคมที่มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน พรรคคอมมิวนิสต์จีนมองว่าการรักษาความเป็นเอกภาพและความเป็นระเบียบของสังคมเป็นความท้าทายสำคัญ จึงได้สร้างเครือข่ายองค์กรพรรคที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยปัจจุบันพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีสมาชิกมากกว่า 100 ล้านคน และมีองค์กรพรรคระดับรากหญ้ามากกว่า 5 ล้านแห่ง กระจายอยู่ในชุมชน หมู่บ้าน สถานประกอบการ สถาบันการศึกษา และองค์กรทางสังคมต่าง ๆ
นายเซี่ย ชุนเถา ระบุว่า เครือข่ายดังกล่าวทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างพรรคกับประชาชน และถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐไปสู่ระดับท้องถิ่น ซึ่งในมุมมองของผู้บรรยาย ถือเป็นรูปแบบการบริหารจัดการสังคมที่มีลักษณะเฉพาะของจีน
“ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” หัวใจของแนวคิดสี จิ้นผิง
นายเซี่ย ชุนเถา กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก โดยยกคำกล่าวที่ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางว่า
“ประเทศชาติคือประชาชน และประชาชนก็คือประเทศชาติ”
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนความเชื่อว่าการบริหารประเทศจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
เขาเล่าถึงประสบการณ์ในวัยหนุ่มของสี จิ้นผิง ซึ่งถูกส่งไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านยากจนในพื้นที่ชนบทของมณฑลส่านซีเป็นเวลานานถึง 7 ปี ประสบการณ์ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นายสี จิ้นผิงให้ความสำคัญกับปัญหาความยากจนและคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายเซี่ย ชุนเถา ยังเชื่อมโยงแนวคิดนี้เข้ากับนโยบายสำคัญของจีนในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา ทั้งการขจัดความยากจนขั้นรุนแรง การขยายระบบสวัสดิการ การศึกษา และการดูแลสุขภาพ ซึ่งถูกนำเสนอว่าเป็นผลลัพธ์ของแนวคิด “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”
บทเรียนการต่อต้านคอร์รัปชันจากมุมมองจีน
อีกหนึ่งหัวข้อสำคัญคือการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งผู้บรรยายยอมรับว่าเป็นปัญหาที่มีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลกและดำรงอยู่มาเป็นเวลานาน
นายเซี่ย ชุนเถา เล่าถึงการเข้าร่วมเวทีเสวนากับนักการเมืองและผู้นำพรรคการเมืองจากประเทศกำลังพัฒนา โดยหลายคนสะท้อนว่าการปราบปรามคอร์รัปชันในประเทศของตนเป็นเรื่องยาก เนื่องจากระบบการเมืองบางแห่งต้องพึ่งพาเงินทุนจากกลุ่มทุนหรือภาคธุรกิจในการหาเสียงเลือกตั้ง
นักการเมืองบางคนยอมรับว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกลุ่มทุน และเมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว ก็ต้องตอบแทนผลประโยชน์ให้กับผู้สนับสนุนเหล่านั้น ทำให้เกิดวงจรความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์ที่ยากจะตัดขาด

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจีนที่ร่วมเสวนาได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้การต่อต้านคอร์รัปชันจะเป็นเรื่องยากในทุกประเทศ แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ “ความมุ่งมั่นทางการเมือง” ของผู้นำและผู้มีอำนาจในการผลักดันการปฏิรูป
ภายใต้การนำของสี จิ้นผิง จีนได้กำหนดแนวทางการต่อต้านคอร์รัปชันผ่านหลักการสำคัญ คือ การทำให้เจ้าหน้าที่ “ไม่กล้าทุจริต” ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการลงโทษผู้กระทำผิดโดยไม่คำนึงถึงตำแหน่งหรือระดับอำนาจ
ปัจจุบันหน่วยงานตรวจสอบของจีนมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ในการติดตามและตรวจสอบการทุจริต ทำให้การกระทำผิดถูกตรวจพบได้รวดเร็วขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
นายเซี่ย ชุนเถา ระบุว่า ความสามารถในการรักษาเสถียรภาพทางสังคม การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และการเดินหน้าปราบปรามคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง คือองค์ประกอบสำคัญที่ถูกมองว่าเป็น “ประสบการณ์ของจีน” ในยุคใหม่ และเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวการพัฒนาประเทศภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปัจจุบัน
ภาพ – ข่าว / มณีนาถ อ่อนพรรณา

