กกต.ต้องเร่งปิดเกมรับรองผล​สส.พรรคการเมืองลุยเดินหน้าตั้งรัฐบาลหากปล่อยนานชาวบ้านทนทุกข์หนัก

152

ก่อนจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้คิดอย่างรอบคอบและครอบคลุมกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกตัวบทหรือไม่ เพราะหลังเลือกตั้งเวลาทอดยาวมากว่า 10 วัน ไม่มีเค้าว่าจะรับรองผล แถมถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่าส่อผิดกฎหมายหลายฉบับ จนนำไปสู่การฟ้องทั้งศาลปกครองและร้องศาลรัฐธรรมนูญ หรือ กกต.มีหน้าที่แค่รับโจทย์มาว่าจัดเลือกตั้งอย่างไรก็ได้ ขอเพียงให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เป็นเนื้อเดียวกับกลุ่มที่กุมอำนาจ ชนะเลือกตั้งจัดรัฐบาลบริหารประเทศต่อได้

ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าประชาชนทั่วไปตั้งแต่ระดับกลางถึงรากหญ้าไม่อยากคาดเดา เพราะลำพังแค่ประคองครอบครัวให้อยู่รอดในแต่ละเดือนก็ยากแสนเข็ญอยู่แล้ว เนื่องจากรายได้ไม่สามารถสู้กับค่าครองชีพที่สูงได้

แม้เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะบอกว่าภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 2.5 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจากเป้าหมายที่คาดว่าจะขยายเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลมาจากการขยายตัวของทุกสาขาเศรษฐกิจ อาทิ ส่งออกขยายตัว 5.6 เปอร์เซ็นต์ การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.3 เปอร์เซ็นต์ การลงทุนรวมขยายตัว 8.1 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐขยายตัว 13.3 เปอร์เซ็นต์ และภาคการผลิตขยายตัวทุกสาขา ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม การขนส่ง และการก่อสร้าง เป็นต้น

แต่ผลประโยชน์ที่ได้จากการขยายตัวของเศรษฐกิจตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น เพราะระบบธุรกิจของไทยล้วนอยู่ในมือของกลุ่มทุนผูกขาดแทบทั้งสิ้น อาทิ การขยายตัวของสาขาเกษตร สินค้าเกษตรที่ขยับตัวสูงขึ้น ผลผลิตล้วนตกอยู่ในมือของกลุ่มนายทุนแล้วทั้งสิ้น

หรือภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวล้วนอยู่ในมือของกลุ่มทุนผูกขาด และกลุ่มนักการเมืองที่กุมอำนาจ ปรากฏการณ์ซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกับบริษัทเอกชน น่าจะอธิบายความได้ดีที่สุด

ซึ่งกลุ่มทุนเหล่านี้ล้วนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย แตกต่างจากคนระดับกลางถึงรากหญ้า ที่มีทั้งมนุษย์เงินเดือนซึ่งเป็นลูกจ้างของพวกกลุ่มทุน และพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัดหรือแผงลอย ความเป็นอยู่อัตคัด ชักหน้าไม่ถึงหลัง

ยิ่งมนุษย์เงินเดือนที่อยู่ตามโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย ต่างอยู่ในภาวะเสี่ยงจะตกงานได้ตลอดเวลา เพราะความผันผวนทางเศรษฐกิจ ผนวกกับความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีที่นายทุนพร้อมจะนำมาใช้แทนแรงงานคนเพื่อลดต้นทุน

ขณะที่ชาวบ้านรากหญ้าประเภทหาเช้ากินค่ำ รวมถึงชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ต่างใช้ชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก รายได้ไม่เพียงพอกับการดำรงชีพ เพราะสินค้าอุปโภคบริโภคทุกประเภทถีบตัวสูงขึ้น บางครั้งต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ ข่าวเจ้าหนี้ทวงหนี้โหดเกิดขึ้นให้เห็นรายวัน เป็นดัชนีวัดได้เป็นอย่างดี

ดัชนีวัดอีกตัวที่เห็นได้ชัด แต่ผู้บริหารประเทศหรือกลุ่มชนชั้นกลางค่อนไปทางสูงไม่สามารถสัมผัสได้ คือ ตลาดนัดตามชุมชนต่าง ๆ ที่มีผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ อำนาจการซื้อถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ร้านค้าประเภทเสื้อผ้า สินค้าเบ็ดเตล็ดที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตขายไม่ออก ผู้ค้าลดปริมาณลงเรื่อย ๆ หลายคนถึงขั้นต้องเลิกกิจการไปเลย ที่พอจะขายได้จะเป็นประเภทอาหารการกินเป็นหลัก

ดัชนีวัดความขัดสนที่มองเห็นได้ชัดอีกตัวหนึ่งคือการก่ออาชญากรรมประเภท ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ปรากฏเป็นข่าวให้เห็นทุกวัน แม้แต่นั่งรถติดไฟแดงยังถูกกระชากสร้อยคอ อีกปัญหาคือการแพร่ระบาดของยาเสพติด สร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ในรั้วโรงเรียนยังถูกขี้ยาบุกเข้าไปอาละวาด ทำร้ายครู นักเรียนตายและบาดเจ็บ

ปัญหาความเดือดร้อนเหล่านี้ บรรดานักการเมือง ข้าราชการระดับสูง กลุ่มผู้กุมอำนาจ กลุ่มอนุรักษ์นิยมชั้นกลางถึงชั้นสูง และพวกองค์กรอิสระทั้งหลาย แทบจะไม่ได้รับรู้ หรือรับรู้ได้เพียงมองผ่านแบบธุระไม่ใช่ เพราะถ้ารับรู้จริงคงไม่ปล่อยให้ชาวบ้านตั้งแต่ระดับกลางถึงรากหญ้าเดือดร้อนกันทั่วหน้าแบบนี้

ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขให้บรรเทาเบาบางลงได้ เพียงแค่กลุ่มคนดังกล่าวลดการแสวงหาผลประโยชน์ให้กลุ่มตัวเองลงสักครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเอื้อเฟื้อให้กับประชาชนที่เดือดร้อน

ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่เฝ้ารอที่จะให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มเข้ามาแก้สารพัดปัญหาที่เผชิญอยู่ ก็เป็นการเฝ้ารอแบบลม ๆ แล้ง ๆ เพราะกลุ่มผู้กุมอำนาจ กลุ่มนักการเมือง และองค์กรอิสระทั้งหลาย มัวแต่เล่นเกมชิงอำนาจแบบไม่ใยดีต่อความทุกข์ยากของประชาชน

ดังนั้น เพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศได้บรรเทาลง กกต. กลุ่มผู้กุมอำนาจ และพรรคการเมือง ต้องช่วยกันปิดเกมโดยเร็วเถอะ ก่อนที่ประชาชนจะทุกข์หนักกว่านี้!!!