“ดร.พีรภัทร”ซัดแรง หลัง กกต. รับเอง “Barcode Tracking ได้”ระเบิดเวลาเลือกตั้ง! กกต. รับ “ทฤษฎีตามรอยบัตรได้” ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 หรือไม่?

137

เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2569 ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์ รายงานว่า ดร.พีรภัทร ฝอยทอง อดีต อุปนายกและโฆษกสภาทนายความไดัโพสน์ข้อความผ่านโชเขียลไลน์ ที่ใช้ชื่อว่า Dr.Pete Peerapat มีใจความระบุว่า : #เลือกตั้งโดยลับ #เจตนารมณ์ของกฎหมาย

น่าตกใจมากที่ กกต. ออกมายอมรับว่า Barcode นั้นสามารถ tracking หรือตรวจย้อนกลับไปถึงต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งใบนั้นได้ แม้ว่าจะชี้แจงว่า ในความเป็นจริงจะทำไม่ได้ เพราะบัตรถูกบรรจุอยู่ในหีบ ต้นขั้วก็อยู่อีกที่ บัญชีรายชื่อก็ส่งคืนไปแล้ว

ฟังแล้วเกิดความไม่สบายใจเลยครับ เพราะ รัฐธรรมนูญมาตรา 85 บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการเลือกตั้งนั้นต้องเป็น “การออกคะแนนเสียงโดยลับ”

แล้วคำว่าการออกคะแนนเสียงโดยลับนั้นหมายความว่าอย่างไร คำอธิบายของ กกต. ฟังขึ้นหรือไม่

ผมอยากให้ไปลองอ่านเจตนารมณ์ประกอบการร่างรัฐธรรมนูญปี 60 ดูนะครับ จะได้ไม่ต้องมาเถียงกันว่าข้อความในมาตรานี้ เขาร่างขึ้นมาโดยมีเจตนารมณ์อย่างไร

โดยผมขอคัดลอกแบบเต็ม ๆ ในส่วนนี้มาให้ลองอ่านกันดูนะครับ

“#การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่าในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด ในเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัย ที่ 9/2549 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549
(ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 71 ก 12,พฤษภาคม 2549)

สรุปได้ว่า “หลักการเลือกตั้งโดยลับนั้นเป็นสาระสำคัญของการเลือกตั้งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การใช้สิทธิเลือกตั้งจะต้องโดยเสรี หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับแล้ว การเลือกตั้งก็ไม่อาจที่จะเป็นการเลือกตั้งโดยเสรีได้ การเลือกตั้งโดยลับให้ความคุ้มครองทั้งผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนและผลประโยชน์ส่วนรวมด้วย ตามหลักการการเลือกตั้งโดยลับจะต้องดำเนินการเลือกตั้งโดยไม่ให้ผู้ใดทราบได้เลยว่า ผู้ลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนตัดสินใจเลือกใคร”

แปลว่า การเลือกตั้งโดยลับนั้น จะต้องไม่มีผู้ใดทราบได้เลยว่า ใครลงคะแนนให้ใคร เพราะต้องการให้ทุกคนลงคะแนนได้โดยเสรี ไม่รู้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร

แต่ที่ กกต. แถลงวันนี้ เป็นการยอมรับว่าในทางทฤษฎี มันสามารถรู้ได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร เพียงแต่ในทางปฏิบัติ การจะไปรู้ว่าใครลงให้ใครนั้นมันทำได้ยากแค่นั้น

แบบนี้ เท่ากับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นโมฆะเลยนะครับ

เพราะเทียบเคียงกับคดีตอนปี 2549 ที่มีการหันคูหาเลือดตั้งออก ในลักษณะที่อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่หรือผู้สังเกตของแต่ละพรรคเห็นได้ว่าใครลงคะแนนเสียงให้ใคร

โดยในคดีดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ แม้ยังไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงจะมีคนไปแอบดูตอนคนมาลงคะแนนหรือไม่

[คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 เดี๋ยวจะแปะลิงค์ไว้ให้อ่านด้วยเช่นกัน

ถ้าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ผลที่ตามมา คือ กกต. อาจจะต้องเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่

และตาม พรบ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ต้องไปพิจารณากันต่อว่า กกต. เจ้าหน้าที่ ได้กระทำการดังกล่าวไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ หากใช่ ก็จะถูกไล่เบี้ยให้รับผิดส่วนตัวด้วย

นอกจากนี้ การที่ กกต. ยอมรับเองว่าเป็นคนใส่ Barcode ลงไปเพื่อให้การรักษาความปลอดภัย และสามารถ track ย้อนหลังได้ ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่ กกต. จะเป็นผู้ทำผิด พรป. เลือกตั้ง สส. มาตรา 96 ที่ห้ามทำเครื่องหมายไว้บนบัตรเลือกตั้งเสียเอง

ผู้ที่สั่งการให้ทำ Barcode นั้น ก้อาจจะต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 1-5 ปี และปรับ 20,000 – 100,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับด้วย” ข้อความดังกล่าวระบุ

อ้างอิงจาก :

https://www.facebook.com/share/p/1BNA2M3Njp/?mibextid=wwXIfr