อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ์ นักกฎหมายและนักวิชาการอาวุโส ออกมาเตือนผ่านบทวิเคราะห์ว่า กระแสการผลักดันให้มีการรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับตามแนวทางของ พรรคก้าวไกล ถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงอีกครั้ง เมื่อการเดินหน้าเปลี่ยนกติกาประเทศโดยไม่ยึดหลัก “ชาติ” และ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อาจนำพาประเทศเข้าสู่สภาวะ อนาธิปไตย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ.แก้วสรร ระบุว่า หากหลงเดินตามเส้นทางการรื้อรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยไม่คำนึงถึงรากฐานของรัฐและความมั่นคงของชาติ จะไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการเปิดช่องให้ความไร้ระเบียบ ความขัดแย้ง และการเผชิญหน้าทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้นเขาย้อนเตือนถึงแนวคิดที่เคยถูกหยิบยกมาถกเถียงในแวดวงวิชาการ ตั้งแต่ปี 2475 ว่า แม้การเปลี่ยนแปลงการปกครองจะเกิดขึ้น แต่ “ชาติ” ยังต้องดำรงอยู่ และ “อนาธิปไตย” คืออันตรายร้ายแรงที่สุดต่อความเป็นรัฐ ไม่ใช่ทางออกของสังคมประชาธิปไตยอ.แก้วสรร ชี้ตรงไปตรงมาว่า การเมืองที่เร่งเร้าอารมณ์มวลชนด้วยวาทกรรม “ล้มกติกาเพื่อสร้างใหม่” โดยไม่ประเมินผลกระทบ อาจทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพแตกแยกยืดเยื้อ คล้ายบทเรียนความขัดแย้งในต่างประเทศที่บานปลายจนกลายเป็นวิกฤตรัฐล้มเหลว
“ถ้าไม่อยากเห็นบ้านเมืองปั่นป่วนจนสิ้นชาติ ทางเลือกมีเพียงหนึ่งเดียว คือ ไม่ให้ชอบ การรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับตามเกมการเมืองที่เสี่ยงอันตราย”
อ.แก้วสรร ระบุ พร้อมเสนอว่าหากจำเป็นต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่ ควรเป็นไปอย่างรอบคอบ อยู่บนฉันทามติของสังคม และไม่กระทบเสาหลักของประเทศ
เสียงเตือนครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการ ฟาดตรงไปยังพรรคส้ม ที่ชูการแก้รัฐธรรมนูญเป็นนโยบายหลัก พร้อมตั้งคำถามกลับไปยังประชาชนว่า การเปลี่ยนแปลงที่ไร้หลักยึดนั้น จะพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคง หรือพาไทยเดินเข้าสู่หลุมพรางของความวุ่นวายกันแน่

