“ทนายรองโจ๊ก เข้าแจ้งความกลับพ.ต.ท.คริษฐ์ หลังถูกแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย”

151

เมื่อวันที่ 21 มกราคม ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ กรณีที่มีการกล่าวหาว่าถูกบรองโจ๊ก ทำร้ายร่างกาย

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า อันอับเเรกตั้งข้อสังเกตว่าผู้กล่าวหากล่าวอ้างว่าเหตุทำร้ายเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 ซึ่งล่วงเลยมา9ปีแล้วทำไมเพิ่งออกมาแจ้งความ ลักษณะเหมือนใช้มุขเดิมเมื่อปี 2562 ก็เคยเป็นข่าวว่ารองโจ๊ก ถูกร้องเรียนว่าทำร้ายร่างกายลูกน้อง 17 คน ซึ่งขณะนั้นมีการพิสูจน์แล้วว่า รองโจ๊กกระทำโดยคำสั่งของอดีตผบ.ตร.ท่านหนึ่ง และการตรวจสอบเสร็จสิ้นไปแล้ว

นายสัญญาภัชระ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้วันที่ 7 มกราคม 2569 มีนักข่าวท่านหนึ่งได้โพสต์เวชระเบียนการตรวจร่างกายของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ลงโซเชียลมีเดีย ซึ่งต่อมามีความเห็นจาก นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตศัลยแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฏ ตั้งข้อสังเกตและข้อพิรุธจากเวชระเบียนว่า พ.ต.ท.คริษฐ์ เดินทางไปพบแพทย์แบบ OPD อาการเหมือนคนปกติ ตรวจสัญญาณชีพจร ความดัน อัตราการการหายใจ ปกติ ตามบันทึกผู้ป่วยบอกว่ามาด้วยอาการหูอื้อข้างซ้ายหลังจากบาดเจ็บมา 2 วัน รู้สึกมึนงงโครงเครงเล็กน้อย ซึ่งหลังจากแพทย์ตรวจร่างกายก็พบว่าแก้วหูซ้ายทะลุ ส่วนแก้วหูขวาปกติ พร้อมลงรหัสโรคH72.8 แต่มีข้อสังเกตว่าหากบาดเจ็บเฉียบพลันแพทย์จะต้องลงรหัส SO 9.2 แทน

นายสัญญาภัชระ กล่าวต่อว่านอกจากนั้นหากถูกทำร้ายร่างกายโดยตบ4-5ครั้ง ก็ควรที่จะมีอาการบาดเจ็บบริเวณใบหน้าที่เห็นได้ชัดเจน และแพทย์ควรทำการเอ็กซเรย์ให้ แต่การตรวจร่างกายครั้งนั้นมีเพียงการลงความเห็นจากแพทย์ด้านโสต ศอ นาสิก ซึ่งหากถูกทำร้ายร่างกายจริงจะต้องได้รับการตรวจร่างกายจากศัลยแพทย์ ภายหลังตรวจร่างกายเสร็จ แพทย์ได้ให้ พ.ต.ท.คริษฐ์ กลับบ้านทันทีโดยให้เทียนยาปฏิชีวนะ 20 เม็ดและยาแก้ปวดอีก 10 เม็ด และนัดหมายเท่านั้น จึงตั้งข้อสังเกตว่าหากมีอาการบาดเจ็บรุนแรงแพทย์ก็ควรวินิจฉัยให้รักษาและเฝ้าดูอาการที่โรงพยาบาลมากกว่า

นายสัญญาภัชระ กล่าวด้วยว่า จากการวิเคราะห์ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการบาดเจ็บ ของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ไม่ใช่อาการบาดเจ็บจากการถูกทำร้ายร่างกาย แต่สันนิษฐานว่าเป็นอาการติดเชื้อหรือเป็นโรค บิ๊กโจ๊ก จึงไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงเป็นการแจ้งความเท็จ ซึ่งกรณีนี้นพ.ธวัชชัย จะมาเป็นพยานให้ด้วย

นายสัญญาภัชระ กล่าวต่อว่า ตลอดเวลา พ.ต.ท.คริษฐ์ ทำงานอยู่กับรองโจ๊กมักได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งงานสำคัญๆมาโดยตลอด ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ออกมาแจ้งความร้องทุกข์ครั้งนี้มีนัยยะสำคัญหรือรับงานใครมาหรือไม่ จึงอยากฝากถึงอดีตลูกน้องว่า การที่ออกมาแจ้งความเท็จแบบนี้ท้ายที่สุด จะถูกติดคุกซะเอง

“ยืนยันว่า รองโจ๊กเลือกคนทำงานตามความรู้ความสามารถเช่นเดียวกับ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ก็จัดตำแหน่งตามความสามารถ แต่เชื่อว่าที่ออกมาแจ้งความกล่าวหาว่า ถูกทำร้ายจิตใจนั้นอาจเป็นเพราะตอนนี้พ.ต.อ.อาริศ เปลี่ยนข้างไปอยู่อีกฝั่ง” นายสัญญาภัชระ กล่าว

นอกจากนี้รองโจ๊กยังฝากมาบอกว่าตัวเองไม่มีพฤติกรรมหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใดและพร้อมที่จะเข้าให้ปากคำหากถูกออกหมายเรียก ที่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมฝากถึงพนักงานสอบสวนด้วยว่าอยากให้ดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หลังจากนี้รองโจ๊กเองก็จะดำเนินคดีกลับให้ถึงที่สุด ซึ่งคิวต่อไป ที่จะแจ้งความกลับก็คือ พ.ต.อ.อาริศ ด้วย

พร้อมกันนี้ นายสัญญาภัชระ ยังบอกอีกว่าในวันพรุ่งนี้(22 มกราคม) เวลา 10:00 น. ตนเองจะเดินทางไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อแจ้งเอาผิด คณะพนักงานสอบสวน คดีที่เกี่ยวเนื่องกับสินบนทองคำ ตามม.157 และม.200 อีกด้วย