หลังเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปรากฏข่าวชาวราชบุรีนำคลิปจากกล้องวงจรปิดเข้าแจ้งต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งจังหวัดราชบุรีว่า พบพฤติกรรมซื้อเสียงหัวละ 2,000 บาท ถัดมามีคลิปชาวบ้านใน จ.บุรีรัมย์ โวยวายผ่านสื่อว่า ก่อนลงกาเลือกนายก อบต. เมียผู้สมัครนายก อบต. สัญญาว่าหลังเลือกตั้งจะจ่ายเงินให้คนละ 500 บาท จึงช่วยกันลงคะแนนให้จนชนะ ปรากฏว่ายังไม่ได้รับเงิน แต่อีกหมู่บ้านได้รับเงินไปแล้ว

เป็นตัวอย่างที่ปรากฏหลักฐานชัดเจน แต่ในความเป็นจริงแล้วคนในพื้นที่ต่างทราบดีว่า การจ่ายเงินซื้อเสียงนั้นคึกคักอย่างยิ่ง เกือบทุกหลังคาเรือนได้รับเงินซื้อเสียงมากน้อยขึ้นอยู่กับบรรยากาศการแข่งขัน แต่เริ่มต้นที่เสียงละ 500 บาทเป็นหลัก
เมื่อส่องไปที่ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทบจะไม่เจอมาตรการในการป้องกันหรือป้องปรามอะไรเลย นอกจากเสียงสัมภาษณ์ของผู้บริหาร กกต. ที่ออกมาเตือนผู้สมัครเท่านั้นว่าให้เคารพกฎหมายเลือกตั้ง
ทำให้อดห่วงไม่ได้ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่เลือกล่วงหน้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และเลือกพร้อมกันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ การซื้อเสียงจะโจ่งครึ่มขนาดไหน เพราะศึกเลือกตั้งครั้งนี้พวกบ้านใหญ่ต่างลง ส.ส. เขตกันเยอะ และหลายพื้นที่ส่งทายาทลงชิงชัย ที่ไม่ลงเขตจะเป็นแม่ทัพรับผิดชอบพื้นที่ ถ้าได้ ส.ส. หลายที่นั่ง จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นบำเหน็จ
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีเสียงวิจารณ์ว่า ราคาซื้อเสียงเริ่มต้นที่หลักพัน และผลสำรวจของคณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชันฯ เปิดผลสำรวจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ราคาซื้อเสียงสูงสุด 7,500 บาท/คน ภาคกลาง เหนือ อีสาน และใต้ 5,000 บาท/คน และภาคตะวันออก 3,000 บาท/คน
เมื่อผลโพลแพร่ออกไป บรรดานักการเมืองต่างออกมาปฏิเสธพัลวันว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะซื้อเสียงสูงขนาดนั้น แต่คอการเมืองบางคนบอกว่ามีโอกาสสูง เพราะมีการเบิกเงินสดจากธนาคารช่วงกันยายน-ธันวาคมกว่าแสนล้านบาท และการซื้อไม่ได้จ่ายทีเดียว แต่ทยอยจ่าย เริ่มตั้งแต่จ้างไปฟังปราศรัยครั้งละ 500-1,000 บาท อย่างน้อย 2-3 ครั้ง จ่ายครั้งสุดท้ายก่อนคืนหมาหอนหรือคืนมาหอน ขึ้นอยู่กับหัวคะแนนจะได้รับเงินมาช่วงไหน จริงเท็จประการใดคงต้องตามดู
แต่ที่แน่ๆ กกต. ในฐานะที่ผู้รับผิดชอบโดยตรง ไม่ปรากฏข่าวว่าจะมีมาตรการเชิงรุกหรือเชิงรับเพื่อสกัดและป้องปรามแต่อย่างใด ครั้นจะพึ่งพากระทรวงมหาดไทย คงจะลำบาก เพราะ 2-3 เดือนที่ผ่านมามีการโยกย้ายฝ่ายปกครองเพื่อรับเลือกตั้งเกือบพันตำแหน่งแล้ว
ดังนั้นเพื่อให้การเลือกตั้งดูบริสุทธิ์ยุติธรรม สกัดวิชามารทุกรูปแบบ มีเพียงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เท่านั้นที่พึ่งพาได้ ซึ่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. สั่งการให้ใช้แผนพิทักษ์เลือกตั้ง ใช้ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เรียกชื่อตามปีที่มีเลือกตั้งทั่วไป สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี
เนื้อหาของแผนหลักๆ (1)รักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย ทุกช่วงของการเลือกตั้ง ตั้งแต่การรับสมัครผู้สมัคร พิมพ์ เก็บ ส่งบัตรเลือกตั้ง วันเลือกตั้ง และการนับคะแนนเสียง (2)ยึดหลักกฎหมายและเป็นกลางทางการเมือง ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงผลการเลือกตั้งหรือพฤติกรรมเอื้อแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและ(3)ป้องกันเหตุรุนแรงและปัญหาความไม่สงบ วิเคราะห์พื้นที่และบุคคลที่เสี่ยงต่อปัญหาความสงบเรียบร้อย พร้อมวางแนวป้องกันเชิงรุก
แผนระบุอีกว่า จัดกำลังพลกว่า 8,000 นายทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติภารกิจด้านความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยตลอดช่วงเลือกตั้ง และช่วงวันที่ 25-31 มกราคม จะระดมกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่ต่างๆ ก่อนวันลงคะแนนล่วงหน้าและเลือกตั้งจริง พร้อมจัดกำลังตำรวจดูแลความปลอดภัยภายในหน่วยเลือกตั้ง และอำนวยความสะดวกด้านจราจรให้กับประชาชน
แนวทางยุทธศาสตร์มีการควบคุมและติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดผ่านระบบสั่งการและดูแลกลยุทธ์ภาพรวม ให้ความสำคัญกับพื้นที่เสี่ยงที่มีความขัดแย้งหรือกิจกรรมหาเสียงที่เข้มข้น กำชับให้ตำรวจเน้นรักษาความสงบเรียบร้อยไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง
การบังคับใช้กฎหมาย ตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้ง (ศลต.ตร.) ให้ความรู้และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับข้อกฎหมายเลือกตั้งที่ประชาชนต้องปฏิบัติ
ซึ่งแผนพิทักษ์เลือกตั้งฯ ก่อนหน้านั้นเดิมได้ลงในรายละเอียดการปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน แต่ในด้านกำลังพลที่กำหนดไว้กว่า 8,000 นายนั้น ครั้งนี้การปฏิบัติจริงจะใช้กำลังพลทั้งหมด 160,000 นายทั่วประเทศ เชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ตำรวจเอาอยู่แน่นอน
แต่อดห่วงไม่ได้คือหลังเลือกตั้ง ถ้าบ้านใหญ่หรือสมาชิกบ้านใหญ่โดนพลังของประชาชนปฏิเสธกาบัตร มีโจทย์ให้ ผบ.ตร. ต้องวางกำลังรับมือให้ดีๆ เพราะเชื่อว่าหัวคะแนนต้องโดนเช็กบิลอย่างแน่นอน เนื่องจากลือหึ่งว่ามีการทุ่มเงินลงไปก้อนมหึมา!!!


