ตำรวจสอบสวนกลางบุกทลายแหล่งรวบรวมบัญชีม้าในชลบุรี พบเส้นทางจัดหาบัญชี–อุปกรณ์ครบวงจร ใช้โซเชียลล่อคนเปิดบัญชี ก่อนส่งต่อชายแดนอรัญประเทศ แฉมีเจ้าหน้าที่ธนาคารเอี่ยว อำนวยความสะดวกแลกเงิน

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เปิดปฏิบัติการทลาย “คอกม้าบางแสน” แหล่งรวบรวมบัญชีม้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ ต.แสนสุข อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี สามารถจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางรวม 39 รายการ ประกอบด้วยสมุดบัญชีธนาคาร บัตรเอทีเอ็ม โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
ปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และคณะผู้บังคับบัญชา บก.ป. โดยเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.ป. เข้าตรวจค้นห้องเช่าเป้าหมายตามหมายค้นศาล หลังสืบสวนพบว่าใช้เป็นจุดรวบรวมบัญชีม้าเพื่อเตรียมลักลอบส่งต่อไปยังพื้นที่ชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก่อนข้ามไปประเทศกัมพูชา

ผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวโทษ ได้แก่ น.ส.อริสราฯ อายุ 28 ปี, นายวัชรากรฯ อายุ 20 ปี, ว่าที่ ร.ต.หญิง สุภาพรฯ อายุ 33 ปีและน.ส.เกตน์นิภาฯ อายุ 30 ปี
ทั้งหมดถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน “เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวเพื่อให้มีการซื้อ–ขาย หรือให้ยืมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิด” ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566
จากการสอบสวน น.ส.อริสราฯ รับสารภาพเป็นผู้จัดหาสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็ม ได้ค่าตอบแทนบัญชีละ 500 บาท ขณะที่นายวัชรากรฯ ทำหน้าที่ชักชวนบุคคลมาเปิดบัญชีผ่านโฆษณาในอินสตาแกรมข้อความ “ร้อนเงิน ทักแชท” ก่อนพาไปเปิดบัญชี จัดเตรียมโทรศัพท์ ซิมการ์ด และเชื่อมต่อแอปธนาคาร โดยได้รับค่าตอบแทน 1,000 บาท ส่วนผู้เปิดบัญชีม้าได้ 2,000 บาท

นอกจากนี้ การขยายผลพบว่ามีเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าไปมีส่วนอำนวยความสะดวกในการเปิดบัญชีม้า เนื่องจากขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวด โดยว่าที่ ร.ต.หญิง สุภาพรฯ เจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งหนึ่งใน อ.ศรีราชา ยอมรับว่าได้ช่วยเหลือจริง ทั้งการไม่ต้องกดบัตรคิว ไม่ผ่านการคัดกรอง ตรวจสอบรายชื่อแบล็กลิสต์ และปลดล็อกแอปพลิเคชันธนาคาร แลกค่าตอบแทนครั้งละ 500–1,000 บาท
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระบุว่า น.ส.เกตน์นิภาฯ อดีตพนักงานธนาคาร เป็นผู้ว่าจ้างและมีบทบาทควบคุมสั่งการให้จัดหาบัญชีม้าในเครือข่ายดังกล่าว

ตำรวจเชื่อว่ายังมีขบวนการลักษณะเดียวกันกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และจะเดินหน้าขยายผลอย่างต่อเนื่อง ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.แสนสุข ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

