ช่วงหยุดยาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 “ประดู่แดง” มีโอกาสเดินทางไปสงขลา พบบรรยากาศหาเสียงเลือกตั้งนายองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และสมาชิก อบต. หลายพื้นที่คึกคักมาก ชาวบ้านตามร้านน้ำชากาแฟตอนเช้าวิพากษ์วิจารณ์แบบถึงพริกถึงขิงว่าผู้สมัครแต่ละทีมทุ่มเงินซื้อเสียงราคาที่สูงลิบลิ่ว ระหว่างนั่งดื่มน้ำชาเจอกับเพื่อนรักอดีตนักการเมืองท้องถิ่นโดยบังเอิญ ตามประสาคนทำสื่อฯ อดที่จะเสวนาเรื่องการเมืองไม่ได้ ซึ่งเพื่อนรักไม่ทำให้ผิดหวัง เล่าข้อมูลการซื้อเสียงให้ฟังละเอียดยิบ

อดีตนักการเมืองท้องถิ่นบอก ใครที่ลงเล่นการเมืองถิ่นที่พกมาแต่อุดมการณ์มีโอกาสแจ้งเกิดยาก เพราะทุกคะแนนเสียงต้องใช้เงินซื้อมา พร้อมยกตัวอย่างว่าเกือบทุก อบต. ต้องจ่ายเงินซื้อเสียงทั้งสิ้น เริ่มต้นที่ราคา 2,000 บาท/เสียง ราคานี้จ่ายในพื้นที่ญาติผู้สมัคร กาทั้งนายก อบต. และสมาชิกฯ ถ้าไม่ใช่พื้นที่ญาติพี่น้องจะจ่ายราคา 3,000 บาท
“แต่ถ้าผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งอยู่นอกพื้นที่หรือต่างจังหวัด จะต้องจ่ายค่ารถเพิ่มอีกหัวละ 1,500 บาท ราคานี้จะเป็นราคามาตรฐานในเกือบทุกตำบลในพื้นที่สงขลา แต่ถ้าพื้นที่พัทลุง บาง อบต. เริ่มที่เสียงละ 4,000 บาท ให้กาแบบยกทีม” อดีตนักการเมืองคนเดิมระบุ พร้อมบอกถึงวิธีการซื้อเสียงว่า หัวคะแนนจะแบ่งพื้นที่กันคุม ด้วยการนับจำนวนว่าแต่ละคนจะดูแลและจ่ายเงินจำนวนกี่เสียง ทำรายชื่อส่งให้ผู้สมัครนายกฯ และทีมงานไปดำเนินการจัดสรรเงิน จากนั้นจะเรียกหัวคะแนนไปรับเงินนำไปแจกจ่าย
“เพื่อรับประกันว่าจ่ายจริงทุกคน ผู้สมัครจะส่งมือปืนเดินประกบหัวคะแนนระหว่างเดินสายแจกเงิน บางพื้นที่ถ้าผู้สมัครเป็นเครือข่ายบ้านใหญ่ มีตำแหน่งทางการเมืองสูง จะมีตำรวจหรือฝ่ายปกครองในพื้นที่เดินประกบหัวคะแนนแจกเงิน” อดีตนักการเมืองฯ บอก และว่าที่ต้องมีมือปืนหรือตำรวจหรือฝ่ายปกครองเดินประกบ เพื่อส่งสัญญาณว่าถ้ารับเงินแล้วไม่เลือก มีโอกาสไปเกิดใหม่ทั้งหัวคะแนนและคนขายเสียง
เมื่อผลการเลือกตั้งในวันที่ 11 มกราคม ออกมา สื่อหลายสำนักและนักวิชาการ รวมถึงคอการเมืองต่างเห็นตรงกันว่า ผู้ชนะเลือกตั้งทั้งนายก อบต. และสมาชิก อบต. กว่าร้อยละ 90 ล้วนจ่ายเงินซื้อเสียงทั้งสิ้น เหตุการณ์เช็คบิลหัวคะแนนและผู้ขายเสียงจึงไม่เกิดขึ้น ทำให้อนุมานได้ว่าการเลือกตั้ง อบต. ทั่วประเทศ เงินน่าจะสะพัดหลายพันล้านบาท
ทำให้อดสงสัยว่าเงินเหล่านั้นมาจากไหน บังเอิญเจอข่าว นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เงินสด 160,000 ล้านบาท ถูกเบิกไปไหนช่วง 4 เดือนก่อนเลือกตั้ง มีผู้ใหญ่วงการธนาคารกระซิบว่า ช่วง 2-3 เดือน มีการถอนเงินสดจากธนาคารต่างๆ มากผิดสังเกต มาถอนหลักร้อยล้านบาท
“ผมเลยไปเปิดข้อมูลสถิติธนบัตรของแบงก์ชาติ สิ่งที่เห็นน่าตกใจมาก ขณะที่ประกาศว่าไทยจะเป็นสังคมไร้เงินสด จากเดือน ก.ค.-พ.ย. 2568 ธนบัตรถูกเบิกออกจากแบงก์ชาติไปรวม 160,816 ล้านบาท เฉพาะกันยายนเดือนเดียวเบิกไป 127,010 ล้านบาท นี่คือตัวเลขการเบิกเงินสดรายเดือนที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้จะอ้างว่าเป็นฤดูกาลปลายปีงบประมาณ แต่เทียบข้อมูลย้อนหลังหลายปีพบว่าไม่ใช่ค่าปกติตามฤดูกาลแต่อย่างใด” นายชัยวัฒน์ระบุ และว่าขอฝากไปถึง ปปง. ผู้เกี่ยวข้องและสังคมไทยว่า เงินสดแสนกว่าล้านนี้ถูกเบิกไปเตรียมทำอะไรในช่วงที่การเลือกตั้งจะมาถึง นี่คือสัญญาณอันตรายต่ออนาคตของประเทศไทย เงินสดมหาศาลขนาดนี้ไม่ใช่เงินซื้อข้าวซื้อของตามปกติอย่างแน่นอน
ข้อมูลจำนวนเงินที่นายชัยวัฒน์ตั้งข้อสังเกตว่าเบิกออกไปจำนวนมากในช่วงเลือกตั้ง เชื่อว่าคอการเมืองพอคาดเดาได้ว่าคงไปละเลงในสนามเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติแน่นอน เพราะทั้งสองระดับส่วนใหญ่จะเป็นเครือข่ายเดียวกัน และวิธีการซื้อเสียงคงจะไม่แตกต่างกันตามที่อดีตนักการเมืองท้องถิ่นระบุ
ดังนั้นเชื่อว่าบรรยากาศการซื้อเสียงเลือก สส. เงินคงสะพัดหลักหมื่นหรือแสนล้านแน่นอน และสะพัดหนักในพื้นที่ที่ตัวหลักบ้านใหญ่ลง สส. เขต จะแพ้ไม่ได้ เพราะถ้าพ่ายเท่ากับถูกหยามศักดิ์ศรีและอาจชวดตำแหน่งเสนาบดีด้วย การทุ่มซื้อเสียงต้องรัดกุมและทุ่มไม่อั้น
แต่การเลือกตั้งสนามใหญ่ย่อมมีโอกาสพลิกล็อกได้ ประเภทคนรุ่นใหม่ล้มช้างหรือล้มบ้านใหญ่ เกือบทุกจังหวัดมีให้เห็นมาแล้ว หากช้างล้มในหลายเขตเลือกตั้ง โอกาสที่หัวคะแนนและคนขายสิทธิ์ถูกเช็คบิลมีสูงแน่นอน
หากมองบริบททางการเมืองปัจจุบันเทียบกับอดีตจะแตกต่างกัน อดีตความรุนแรงประเภทยิงผู้สมัครตัวเต็งหรือหัวคะแนนใหญ่ เกิดขึ้นก่อนวันลงสมัคร ปัจจุบันความรุนแรงเกิดขึ้นหลังจากผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว เพราะผู้พ่ายมีความรู้สึกเหมือนถูกหลอกให้จ่ายเงิน
ดังนั้นเพื่อป้องกันหรือยับยั้งไม่ให้เกิดเช็คบิลกันหลังรู้ผลแพ้ชนะ บทหนักจะตกที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แต่เชื่อว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เตรียมแผนรับมือทั้งรุกและรับ ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง วันลงคะแนนล่วงหน้า และวันลงคะแนนจริง รวมถึงป้องกันเหตุร้ายหลังเลือกตั้งไว้เรียบร้อยแล้วในทุกพื้นที่!!!


