” ดร.เอ้” รุดส่องกล้องทางไกล ดูเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงหล่นทับดีเซลราง เบื้องต้นชี้คนประมาท – อุปกรณ์เสื่อมไร้มาตรฐาน เสนอเเนะ 5 ข้อรัฐเร่งตอบคำถาม จี้ผู้รับเหมารับผิดชอบ

เวลา 09.00 น. วันที่ 15 ม.ค. 69 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ในฐานะอดีตนายกสภาวิศวกร พร้อมผู้สมัคร สส. ของพรรค จ.นครราชสีมา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์เคนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษกรุงเทพอภิวัฒน์ถึงจังหวัดอุบลราชธานีที่บ้านถนนคด ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 32 รายและยังสูญหายอีก 3 ราย โดยนายสุชัชวีร์ ได้วาดภาพจำลองวิธีการทำงานของระบบเครนในการก่อสร้างครั้งนี้
พร้อมกล่าวว่าคนขับจะต้องขับเครนดันไปข้างหน้า จึงสันนิษฐานว่า ระหว่างที่ดันเครนไปข้างหน้า เกิดความเสียสมดุลลักษณะคล้ายหน้าคว่ำลง ซึ่งอาจเกิดจากการบังคับเครนยื่นยาวเกินไป ไม่อยู่ในระดับสั้นๆ ซึ่งเมื่อยื่นเครนออกไปในระยะที่ยาวจะทำให้เครนสั่นและทำให้ตัวรอกยกยึดเครนไหล เมื่อเกิดการไหลลงไป ก็ เกิดเหตุการณ์เหมือนมีดอีโต้ไหลลงมาและสับลงตรงกลางขบวนรถไฟ ทำให้เกิดเสียสมดุล ซึ่งจากความสูงที่ประเมินน่าจะสูงประมาณ 20 เมตร ส่วนน้ำหนักเครนอยู่ที่ประมาณ 20 ตัน เมื่อเกิดแรงกระแทกจะต้องคูณไปอีก 100 เท่าเป็นอย่างต่ำลักษณะคล้ายเหมือนมีดอีโต้สับกลางรถไฟ พลังงานที่เกิดขึ้นกับการรับแรงกระแทกอาจเกิดได้ถึง 100 เท่าหรือ 1,000 -2,000 ตัน
ดังนั้นยืนยันได้ว่าไม่ใช่อุบัติเหตุแน่นอน รวมถึงไม่ใช่เรื่องสุดวิสัย เพราะไม่มีลมแรงเกิดขึ้น ดังนั้นกรณีนี้แน่นอนว่า เกิดขึ้นจากองค์ประกอบ 2 อย่าง 1. คือคน 2.คืออุปกรณ์ที่เก่าเสื่อมสภาพหรือไม่ได้มาตรฐานซึ่งตัวเครนที่ไม่ได้มาตรฐานอาจจะเสียสมดุลได้ง่าย หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ อุปกรณ์จะเป็นเหล็กตัน แต่ถ้าหากเป็นเหล็กแบบกลวง ก็จะเกิดลักษณะการเอียงของเครนได้ ยอมว่าเครนประเภทนี้พังมาแล้วหลายครั้ง จากการที่ตนได้ใช้กล้องส่องทางไกลส่องดู ยิ่งเห็นว่ามีข้อต่อเยอะและเป็นโพรง ยิ่งทำให้เกิดการสั่นหรือเสียสมดุลได้ง่าย พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจากความประมาทของคนขับเครน แต่แม้ว่าจะประมาทอย่างไร แต่ปัญหาหลักอาจจะเกิดจากเครนที่ใช้งานมานานหลายกิโลเมตรเเล้วไม่มีการซ่อมบำรุง ตนจึงอยากเเนะนำเจ้าภาพ ไปสืบหาความจริงด้านนี้ ตนส่งสัญญาณเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนทำการเมืองแล้ว เพื่อรวบรวมรายชื่อออกกฏหมายความปลอดภัยด้านสาธารณะ เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญกลางมาตรวจสอบสาเหตุที่เกิดขึ้น
นายสุชัชวีร์ ยังเห็นว่าแรงสั่นของรถไฟที่ขับผ่านในช่วงเวลาก่อสร้างส่งผลกระทบน้อยมากกับการที่เครนจะหล่นลงมา หรือแทบไม่มีผลเลยด้วยซ้ำ ซึ่งตนมองว่าการเสียสมดุลของเครนน่าจะเกิดก่อนที่รถไฟจะวิ่งผ่าน เเละในช่วงที่วิ่งผ่านมาพอดี จึงทำให้เกิดเหตุขึ้น ซึ่งกรณีนี้เป็นความน่าอับอาย โดยหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบนั้น น่าจะต้องเจ้าของงานโดยตรง ผู้รับเหมาย่อยเจ้าของเครน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ใครจะเป็นคนหาคนมารับผิดชอบเรื่องนี้”
นายสุชัชวีร์ ยังกล่าวว่า ตนเองอยู่ในแวดวงวิศวกรได้เห็นความตายจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนผิดมักจะลอยนวลเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ และเมื่อเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาลต้องดูหลักฐานประกอบเมื่อหลักฐานไม่เพียงพอก็โยนไปว่า “เป็นอุบัติเหตุ โดยไม่มีใครคาดการณ์มาก่อน” ส่วนความเสียหายก็ไปฟ้องร้องกับประกัน ทำให้ผู้สูญเสียและผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ในต่างประเทศกลับมีองค์กรที่เรียกว่าองค์กรเพื่อความปลอดภัยเพื่อสาธารณะเป็นองค์กรอิสระเกิดเหตุเช่นนี้องค์กรเหล่านี้จะเข้ามาตรวจสอบสาเหตุและจะไม่มีการยอมให้หรือถอนใดใดก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจสอบ เพื่อดูหลักฐานทั้งหมดก่อน ซึ่งในประเทศไทยไม่มีองค์กรแบบนี้ ทั้งที่ตนเองมีแนวนโยบายที่จะผลักดันองค์กรดังกล่าวให้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยขอให้ประชาชนเข้ามาร่วมลงชื่อ รวมถึงทุกพรรคการเมืองเข้ามาผลักดันเพื่อที่จะมีเจ้าภาพโดยจะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมทางด้านกฎหมายแพทย์และประชาชนทางด้านแพทย์เเละประชาชน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างหรือหน่วยงานใดลงมาดู และเมื่อเก็บหลักฐานหาสาเหตุ เพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษทั้งทางอาญาและแพ่งเหมือนกับต่างประเทศ แต่วันนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยกลับไม่เข็ดหลาบ ขณะนี้หลักฐานหายหมดแล้ว ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีการป้องกันตั้งแต่เริ่มต้นโครงการต่างๆ ในขณะเดียวกันต้องการให้รัฐเยียวยาดูแลผู้สูญเสียอย่างเต็มที่เพราะจะรอเรียกค่าเสียหายจากภาคเอกชนก็จะโยนให้กับบริษัทประกันอยู่ดี ถือว่าไม่มีความยุติธรรมกับผู้สูญเสีย
นายสุชัชวีร์ ตั้งข้อสังเกตว่ามีการปล่อยให้กลุ่มผู้รับเหมาทั้งที่เกิดขึ้นตึกสตง.ถล่ม เเละเครนถล่มที่พระราม 2 ยังเข้ามารับโครงการใหญ่มูลค่ามหาศาลจนเกิดความเสี่ยง ตอนนี้จะอ้างเรื่องสัญญาไม่ได้เพราะเคยเกิดเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตมาแล้ว ดังนั้นกรณีนี้จึงไม่ควรเกิดขึ้นอีก
ตนเองยอมรับว่าห่วงเครนประเภทนี้มากเพราะเกิดเหตุในลักษณะ คล้ายกับในพื้นที่ย่านลาดกระบังในช่วงปี 2566
นอกจากนี้ด็อกเตอร์เอ้ยังมีการกล่าวถึงหลักปลอดภัยสากลว่า เวลามีการปรับเรื่องโครงสร้างใหญ่ที่อันตรายเหนือหัวต้องไม่มีกิจกรรมข้างล่าง ไม่ใช่แค่รถไฟผ่าน แม้กระทั่งรถขนของหรือคนเดินก็ผ่านไม่ได้
พร้อมกันนี้ด็อกเตอร์เอ้ได้ตั้งคำถามไว้อีก 5 ข้อ ที่รัฐจะต้องให้คำตอบ คือ
(1)มีกิจกรรมก่อสร้างได้อย่างไรในขณะรถไฟวิ่งผ่าน
(2) ผู้รับเหมาเป็นเครือเดียวกับที่รับการก่อสร้างที่ตึกสตง. พิสูจน์แล้วว่าทำให้เกิดความเสียหายแล้วเข้ามาดำเนินการในโครงการนี้ได้อย่างไร
(3) สาเหตุที่เกิดขึ้นเกิดจากการเร่งรัดการทำงานก่อสร้างใช่หรือไม่
(4)ไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบ ตนไม่เห็นด้วยที่ทางรัฐบาลให้การรถไฟแห่งประเทศไทยไปสืบหาข้อเท็จจริง เพราะไม่มีที่ใดในโลกให้เจ้าของงานไปสืบหาสาเหตุซึ่ง เหตุการณ์นี้เหมือนการเกาหลังลูบหน้าปะจมูก
(5) จำเป็นต้องมีเจ้าภาพกลางในการตรวจสอบเรื่องนี้ โดยเฉพาะควรจะมีกฎหมายความปลอดภัยด้านสาธารณะเกิดขึ้น

