ก่อนถึงวันกาบัตรเลือกตั้ง 8 กุมภาฯอยากเห็นโมเดลปราบโกงแบบชัดๆรื้อคดีพวกขี้ฉ้อลอยนวลลากเข้าคุก

650

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง สส. บรรยากาศการหาเสียงเริ่มคึกคักมากขึ้น มีทั้งเดินสายปราศรัยทั่วประเทศ แกนนำพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตระเวนช่วยผู้สมัครของพรรคขอคะแนนจากชาวบ้านด้วยการชูนโยบายทีเด็ดของพรรค

หลายพื้นที่กลับงัดสารพัดวิชามารออกฟาดฟันใส่ร้ายคู่แข่ง และบางจังหวะใส่ร้ายตัวเองเพื่อเรียกคะแนนสงสาร บางพื้นที่ปล่อยข่าวซื้อเสียงด้วยเงินสีเทาราคาหลักพันขึ้นไป รวมถึงแกนนำบางพรรคปล่อยข่าวซื้อ ส.ส. ล่วงหน้าด้วยราคาหลายสิบล้านบาท เพื่อยกมือให้กับแคนดิเดตนายกฯ ด้วยการระบุอักษรย่อ​ แต่เท่าที่ติดตามข่าว เชื่อว่าคอการเมืองคงเห็นตรงกับ “จอมมารน้อย” ว่านโยบายปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน แทบจะไม่มีพรรคไหนนำเสนอแนวทางที่ชัดเจนว่ามีโมเดลอย่างไร อาทิ คดีค้างเก่าที่คาราคาซังจัดการอย่างไร จะเร่งรัดหรือปล่อยไหลตามธรรมชาติให้เวรกรรมจัดการ รวมถึงคดีที่สังคมมองว่าปล่อยคนโกงลอยนวลหรือปล่อยผีทั้งที่หลักฐานชัดเจน จะรื้อฟื้นลากคอคนผิดเข้าคุกหรือไม่อย่างไร

ประเด็นที่ยกมาเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต่างมีอาการแบกกลืนฝืนทนกันมาโดยตลอด ยกเว้นพวกลิ่วล้อหรือญาติพี่น้องของพวกขี้โกงเท่านั้นที่อยู่แบบสบายอกสบายใจ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมหรือองค์กรอิสระไม่สามารถเอาผิดได้ เพราะกลไกและบุคลากรที่บังคับใช้กฎหมายพิกลพิการ​ ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตมีอยู่จำนวนมาก แต่ถ้าพรรคไหนอยากจะดำเนินการจริงๆ และทำให้ประชาชนพึงพอใจได้ ให้ใช้ข้อมูลที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันสรุปออกมาเป็น 10 ข่าวเด่น เลือกที่เด็ดๆ กระทบกับสังคมโดยรวมจัดการก่อน

อาทิ อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มมีคนตายถึง 86 คน เสียหายกว่าสองพันล้าน แต่ไม่ปรากฏคนบงการและสาเหตุที่แท้จริง เพราะรายงานการสอบสวนอย่างเป็นทางการถูกปกปิดอยู่ในลิ้นชักของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)หรือการยึดและอายัดทรัพย์ 3 เครือข่ายสแกมเมอร์กว่าหมื่นล้าน มีชื่อที่ถูกตั้งข้อสงสัยโดยรัฐบาล และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คือ ยิม เลียก เบน สมิธก๊ก อาน และเฉิน จื้อ บุคคลเหล่านี้ล้วนมีภาพถ่ายกับบุคคลสำคัญในสังคมไทย อาทิ อดีตทหาร และอดีตตำรวจใหญ่ นักธุรกิจ อดีตรัฐมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี ไม่มีการสืบสวนว่าเกี่ยวกันขนาดไหน จะเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวแบบส่วยสินบนตำรวจ นักการเมือง นักธุรกิจไทย กับเครือข่ายทุนเทาระดับโลกที่ครอบงำอำนาจรัฐ สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยถึง 115,300 ล้านบาท/ปี หรือไม่

หรือกรณีสำนักงานประกันสังคมกับข่าวฉาวจัดทำปฏิทินปีละ 50 ล้านบาท ซื้อตึกเก่า 7 พันล้านบาทแพงกว่าราคาตลาดเท่าตัว จ้างทำแอปพลิเคชันแพงเว่อร์มูลค่ากว่า 850 ล้านบาท และความพยายามขายหุ้นบางจากให้กับบริษัท ชาเตอร์กรุ๊ป ตกเป็นข่าวอื้อฉาว เงินเหล่านี้คือหลักประกันในชีวิตและสุขภาพของผู้ใช้แรงงานกว่า 24.8 ล้านคนที่ควักจ่ายคนละ 750 บาท/เดือน

หรือข่าวห้องลับในเรือนจำ เพื่อบริการนักโทษ VVIP ตามบงการของผู้บัญชาการเรือนจำ เป็นการตอกย้ำว่าเรือนจำแทบทุกแห่งเต็มไปด้วยการโกงเงินหลวง และรับส่วยสินบนจากนักโทษ เพื่อสิทธิพิเศษที่ใครๆ ก็รู้ แต่ผู้มีอำนาจต่างช่วยและปฏิเสธมาโดยตลอด

ถ้าพรรคการเมืองไหนอยากได้คะแนนจากประชาชน ขั้นต้นดำเนินการเพียง 4 กรณีที่ยกมาด้วยการประกาศให้ชัดเจนว่าจะจัดการแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผู้บงการต้องติดคุกพร้อมยึดทรัพย์ ต้องสืบสวนให้กระจ่างว่าพวกนักการเมือง รัฐมนตรี ทหาร ตำรวจ และนักธุรกิจไทย มีเอี่ยวกับแก๊งสแกมเมอร์หรือไม่ แล้วประกาศผลให้สังคมได้รับทราบ รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างในสำนักงานประกันสังคมต้องกระจ่าง เพราะมีนักการเมืองระดับเสนาบดีมีเอี่ยวด้วย โดยกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจนว่าภายใน 6 เดือนหรือ 1 ปี ต้องบรรลุเป้า แค่สี่กรณีนี้ถ้ากล้าฟันจริงก็สะเทือนทุกวงการแล้ว

อีกประเด็นที่อยากให้พรรคการเมืองประกาศเป็นนโยบายคือประเด็นที่นายมานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรฯ แสดงความเป็นห่วงว่าจะเดินต่อได้อย่างไร เรื่องแรกการปล่อยผีคดีสินบนข้ามชาติ คือคดีสวนปาล์มที่อินโดนีเซีย และคดีสินบนโรลส์-รอยซ์ ใน ปตท. และคดีฮั้วประมูลสร้างแฟลตและโรงพักทั่วประเทศมูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท มีหลักฐานชัดเจน ตำใจผู้เสียภาษีอย่างยิ่ง

เรื่องที่สอง คดีเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. มีพฤติกรรมชัดแจ้งในการใช้อำนาจหน่วยงานรัฐและข้าราชการมาเป็นเครื่องมือต่อรอง ทำลายล้างทางการเมือง เรื่องที่สาม มีความพยายามแก้สัมปทานร้านค้าดิวตี้ฟรี และสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

จาก 4 ประเด็นตัวอย่างบวกกับข้อห่วงใยของนายมานะ ล้วนแต่อยู่ในความรู้สึกอันขมขื่นของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศแทบทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถขับเคลื่อนอะไรให้ผู้ก่อการโกงหรือผู้ก่อการชั่วถูกดำเนินคดีถึงขั้นติดคุกและยึดทรัพย์ได้เลย นอกจากคำสาปแช่งให้ความฉิบหายบังเกิดกับทุกๆ คนในตระกูลที่ก่อการโกง

ดังนั้นก่อนการเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อยากเห็นพรรคการเมืองแต่ละพรรคเสนอนโยบายปราบโกงแบบจริงจัง ไม่ทำแบบลูบหน้าปะจมูก ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นคดีเก่าที่มีหลักฐานชัดเจนแต่คนโกงลอยนวล รวมถึงคดีที่คาราคาซังทุกระดับมีเอี่ยว ด้วยการเสนอโมเดลที่จับต้องได้ ประชาชนสัมผัสได้ว่าทำได้จริง พร้อมกำหนดวันเวลาให้ชัดเจน

ถ้าพรรคไหนกล้าประกาศเชื่อว่าจะได้คะแนนเป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน แต่ปรากฏการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นในพรรคที่พวกบ้านใหญ่พาเหรดกันเข้าสังกัดอย่างแน่นอน!!!