“พยัคฆ์น้อยร้อยเก้า”ขอเขียนถึงกลิ่นคาวคลุ้งอีกวัน หนึ่งปีผ่านไป กองทัพเรือก็เปลี่ยนหน้าแม่ทัพอีกครั้ง เหล่าลูกประดู่ต่างถามกันว่า “นี่คือการปิดฉาก หรือปิดฝาโลง?”

เพราะยุคที่แล้ว มันไม่เหมือนใครจริง ๆ — บางคนบอกว่าเป็นยุค “เก็บทุกเม็ด” จะทริปไหนก็ต้องมีชื่ออยู่ในลิสต์ จะโครงการไหนก็ต้องมีรอยเท้าเป็นหลักฐาน แต่ถามว่าเพื่อองค์กรหรือเพื่อครอบครัว อันนี้เสียงวิจารณ์ยังไม่ลงตัว
บางคนตั้งฉายา “ยุคเมียนำ ผัวตาม” เพราะการตัดสินใจสำคัญ ๆ มักถูกโยนไปให้ใครบางคนตอบแทน จนลูกน้องแซวกันว่าดีที่ตอนออกศึกจริง ๆ ไม่ต้องโทรถามที่บ้านก่อน
เรื่องตำแหน่ง เรื่องยศ เรื่องโผโยกย้าย ก็มักมีเสียงซุบซิบว่า “บางคนทำดีแทบตายยังไม่ได้ แต่บางคนใกล้ชิดนิดเดียวกลับไปได้ไกล” แม้จะไม่มีใครยืนยัน แต่ในวงสนทนากองทัพ เรียกว่าเป็นวาระชงกาแฟประจำปีเลยทีเดียว
ขณะที่อีกกลุ่มตั้งฉายาว่า “ไร้น้ำใจ” เพราะผู้นำที่ดีควรดึงคนของตนให้ได้เติบโต แต่ยุคที่ผ่านมา กลับถูกมองว่าเก็บรางวัลไว้แค่ในครอบครัว คนอื่นอยากไปถึงฝั่งฝันก็ต้อง “เออรี่” กันเอง
และที่ถูกถามมากที่สุดคือ “ผลงานจริง ๆ ของยุคนี้คืออะไร?”อย่าพูดถึงโครงการใหญ่ ๆ ที่สถานการณ์ระหว่างประเทศผลักดันให้อยู่แล้ว แต่ถามว่า “มีรากฐานใหม่ ๆ อะไรที่ทำให้อนาคตกองทัพเรือมั่นคงกว่าเดิม?” … หลายคนยังหาคำตอบไม่เจอ
ส่วนฝั่งสมาคมภริยาฯ ก็มีภาพลักษณ์โดดเด่น ใช้สื่อและเวทีใหญ่บันทึกผลงาน แต่สิ่งที่หลายคนสะดุดคือการเปรียบเทียบกับรุ่นก่อน ๆ อย่างตรงไปตรงมา จนบางท่านมองว่าเป็นการยกตนข่มท่านเกินงาม
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างล้มเหลว แต่สะท้อนให้เห็นว่า “ตำแหน่งสูงสุด” ไม่ใช่เพียงเก้าอี้ หากคือเวทีที่สังคมเฝ้ามองอย่างไม่กะพริบตา ทำอะไรผิดนิดเดียว เสียงกระซิบก็กลายเป็นเสียงสะท้อนก้องไปทั่ว
สำหรับผู้นำรุ่นใหม่ … โปรดจำไว้ว่า หนึ่งปีนั้นสั้นกว่าที่คิด แต่เสียงสะท้อนจากหนึ่งปีนั้นยาวนานกว่าที่คุณคาด ก็ขอเพียงให้ยุคต่อไปเป็น “ยุคแห่งความภูมิใจ” ไม่ใช่ “นิทานสอนใจ” ที่ต้องเล่าต่อทุกปี


