ผู้ประสบภัยชายแดนมึน ช่องทางเยียวยาสับสน “ณัฐพงษ์” แนะรัฐบาลจัดจุดบริการเบ็ดเสร็จอำนวยความสะดวกปชช.

594

ชายแดนไทย-กัมพูชา, วันที่ 19 สิงหาคม – ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยคณะ สส.พรรคประชาชน เดินทางมายัง จ.ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี เพื่อพบปะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ติดตามความคืบหน้ากระบวนการชดเชยเยียวยา พร้อมรับฟังปัญหา ข้อเสนอ และข้อเรียกร้องจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ โดยวานนี้ (18) ได้ไปพบปะชาวบ้านที่ จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์

ในช่วงเช้าคณะผู้นำฝ่ายค้านได้เปิดเวทีพบปะประชาชนที่บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมเยี่ยมสำรวจบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังบ้านทับทิมสยาม ต.บักดอง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ พบปะกับตัวแทนชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) รับฟังปัญหาความขาดแคลนที่ต้องการการสนับสนุน ก่อนเดินทางต่อไปยังที่ทำการเทศบาลตำบลสีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี พบปะประชาชนเพื่อรับฟังปัญหาทั้งเรื่องกรณีการเยียวยาและผลกระทบด้านอื่นๆ

ณัฐพงษ์ระบุว่าจากการเข้าพื้นที่สองวันที่ผ่านมา พบปัญหาหลักขณะนี้อยู่ที่การชดเชยเยียวยา ที่แต่ละที่มีวิธีการจ่ายไม่เหมือนกันและสร้างความสับสนแก่ประชาชนอย่างมาก มีทั้งการเยียวยา 3,000 บาทจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ต้องกรอกแบบฟอร์ม 11 หน้า แต่เงิน พม. ตามระเบียบสามารถจ่ายให้ได้เฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งประชาชนก็ต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่าตัวเองเดือดร้อนอย่างไร และยังมีการเยียวยาซ่อมแซมบ้านตามเกณฑ์ไม่เกิน 49,000 บาท โดยใช้กลไกหลักคือ อบต. แต่บางรายระเบิดลงพังทั้งหลัง เงินเพียง 49,000 บาทย่อมไม่พอ ต้องหางบประมาณจากช่องทางอื่นมาเติม 

หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า สำหรับประชาชนทั่วไปเขาไม่ทราบว่าต้องไปขอเงินเยียวยาจากหน่วยใด ผ่านช่องทางไหน มีหลักเกณฑ์อย่างไร แม้จะมีข่าวเรื่องการให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลหลายด้าน แต่เมื่อมาสัมผัสประชาชนในพื้นที่กลับยังมีผู้ที่เข้าไม่ถึงหลายเรื่อง เช่น เรื่องค่าน้ำที่รัฐบาลประกาศงดเว้นจัดเก็บ แต่ในบางพื้นที่ยังมีการเก็บอยู่ เพราะเป็นของประปาหมู่บ้านหรือ อปท. ที่เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายลงมาแต่ไม่ได้ให้เงินสนับสนุนท้องถิ่นตามมาด้วย ท้องถิ่นก็ยังคงต้องจัดเก็บต่อไป

ณัฐพงษ์กล่าวว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคคือกลไกระบบราชการ ที่ผ่านมาประชาชนเรียกร้องการเยียวยาไปที่ช่องทางทั้ง อบต. นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่กระบวนการดำเนินการไปอย่างล่าช้า แม้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต่างทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่กลไกระบบราชการ หากรอช่องทางปกติปีหน้าก็อาจจะยังไม่ได้รับเงิน เหมือนกับที่เกิดขึ้นในกรณีชดเชยน้ำท่วมหลายพื้นที่ที่ผ่านมา ที่ผ่านไปข้ามปีแล้วก็ยังไม่ได้เงินอยู่ ซึ่งคนที่แก้ได้คือรัฐบาล ที่จะเป็นคนกำหนดนโยบาย ปรับปรุงระเบียบ และใส่งบประมาณลงมา วันนี้จะรับฟังเสียงจากทุกคนนำไปสะท้อนในสภาให้ดีที่สุด

ทั้งนี้ ข้อเสนอของตนนอกจากเรื่องการเยียวยารายครัวเรือนแบบถ้วนหน้าที่เสนอไปเมื่อวานนี้แล้ว ส่วนเพิ่มที่แต่ละคนเดือดร้อนไม่เท่ากัน ต้องพิสูจน์ความเสียหาย ซึ่งต้องใช้เวลาและกระบวนการ ตนอยากเห็นภาพที่รัฐบาลสั่งการ จะให้ใครเป็นเจ้าภาพก็ได้ ให้แต่ละพื้นที่มีโต๊ะมาตั้ง มีหน่วยงานของทั้ง พม. เกษตร นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด อบต. ธอส. ธ.ก.ส. และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ใครต้องการเยียวยาค่าซ่อมบ้าน ใครต้องการเรื่องสินเชื่อ การพักการชำระหนี้ ฯลฯ รวมให้ประชาชนแต่ละคนมายื่นเรื่องที่เดียวในครั้งเดียว ไม่ต้องให้ประชาชนทำเรื่องไปขอแต่ละหน่วยงานกันเอง นี่คือสิ่งที่รัฐสามารถทำได้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทุกคนได้รับการเยียวยาที่ดีกว่านี้

ด้าน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าโดยปกติแล้วเมื่อมีการประกาศเขตพื้นที่ภัยพิบัติที่ใดก็ตาม รัฐบาลมักมีมติ ครม. อนุมัติเงินช่วยเหลือแบบเหมาจ่ายรายครัวเรือนให้ทุกครั้งไป แต่ที่น่าแปลกใจคือกรณีภัยพิบัติจากสงครามครั้งนี้ทำไมถึงยังไม่มีการออกมติ ครม. จ่ายเงินช่วยเหลือรายครัวเรือนเกิดขึ้น ซึ่งผู้นำฝ่ายค้านจะนำปัญหานี้ไปตั้งกระทู้ถามโดยตรงถึงนายกรัฐมนตรี และติดตามความคืบหน้าในกรณีต่างๆ ให้ต่อไป

สำหรับตนนั้น มีข้อสังเกตจากการลงพื้นที่รอบนี้หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ 1) ความต้องการบังเกอร์ที่ประชาชนหลายคนยังต้องขุดกันเองตามมีตามเกิด ก็ต้องใช้กลไกในการติดตามว่าจะมีงบประมาณมาถึงท้องถิ่นเพื่อนำไปสร้างบังเกอร์ให้ประชาชนได้หรือไม่ 2) เรื่องของดอกเบี้ยหนี้สิน จะมีการช่วยในเรื่องการพักชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ย ขยายเวลาชำระหนี้ การออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ให้ประชาชนได้พอหายใจหายคอประกอบอาชีพปกติได้หรือไม่

3) การเก็บกู้กระสุนและจรวดที่ยังไม่ระเบิด ที่ต้องมีการเร่งสำรวจอย่างละเอียดและเร่งเก็บกู้โดยเร็ว ซึ่งทางกรรมาธิการการทหารจะติดตามต่อไป และ 4) กรณีค่าตอบแทนให้ ชรบ. ซึ่งงบประมาณภัยพิบัติควรมีการแก้ไขระบบระเบียบ ให้เบิกจ่ายเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงให้กับ ชรบ. ได้ ทั้งนี้ จากการติดตามข่าวมา เห็นว่ารัฐบาลมีความคิดจะนำเรื่องการสนับสนุนการทำงานของ ชรบ. เข้าคณะรัฐมนตรี เบื้องต้นเตรียมพิจารณาเรื่องของเบี้ยเลี้ยง ชรบ. ใน 7 จังหวัด 32,740 คน วงเงิน 117 ล้านบาท แม้ไม่มากแต่ก็เป็นงานติดกระดุมเม็ดแรกที่ดี