ตำรวจไซเบอร์แถลงความคืบหน้าคดีลวง “ชาลอต”

495

ตำรวจไซเบอร์แถลงความคืบหน้าคดีลวง “ชาลอต” ปิดเกมกองร้อยปอยเปต รวบ 4 ตัวการ ศาลสั่งจำคุกเกือบ 20 ปี เร่งล่าเจ้าของบัญชีคริปโตชาวเขมร

ตามนโยบาย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายในการเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และ “นโยบายรัฐบาลในการจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติยุค Digital Disruption” แก่ข้าราชการตำรวจระดับผู้บริหารทั่วประเทศ ในโครงการสัมมนาผู้บริหารระดับผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า และผู้บังคับการหรือเทียบเท่า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศปปง.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส./ผอ.ศตคม.ตร. และ พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รอง ผอ.ศปอส.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. นำเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จนนำมาสู่ปฏิบัติการดังกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 5 มิ.ย. 68 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณชั้น 1 บก.สอท.2 นำโดย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท., พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว

ตำรวจไซเบอร์แถลงความคืบหน้าคดีลวง “ชาลอต” ปิดเกมกองร้อยปอยเปต รวบ 4 ตัวการ ศาลสั่งจำคุกเกือบ 20 ปี เร่งล่าเจ้าของบัญชีคริปโตชาวเขมร

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 67 น.ส.ชาล็อต ออสติน ดารานักแสดงชื่อดัง ได้ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงิน และข่มขู่ให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบจำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 4 ล้านบาท โดยระหว่างการหลอกลวง ได้มีคนร้ายแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจวิดีโอคอลข่มขู่ตลอดช่วงสนทนา

หลังผู้เสียหายเข้าแจ้งความ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้อนุมัติโอนคดีจาก สน.สุทธิสาร บช.น. มาอยู่ในความรับผิดชอบของ บก.สอท.1 บช.สอท. โดยรับเป็นเลขคดีที่ 286/2567

ต่อมา พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. ได้มีคำสั่ง บช.สอท.ที่ 6/2568 แต่งตั้ง พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนรับผิดชอบ

แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และอัยการสูงสุดได้กรุณามอบหมายอัยการร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนของ บช.สอท. ด้วย

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดี โดยมีตัวการหลักในขบวนการจำนวน 5 ราย โดยสามารถติดตามจับกุมได้แล้ว 4 ราย ส่วนอีก 1 ราย เป็นเจ้าของบัญชีคริปโตเคอเรนซี่ชาวกัมพูชา อยู่ระหว่างหลบหนีในต่างประเทศ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับไว้แล้ว และอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัว

ในส่วนข้อหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี ได้แก่

  • ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น
  • ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน
  • เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการขายบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด
  • อั้งยี่
  • ซ่องโจร
  • มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
  • สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ต่อมา วันที่ 5 มี.ค. 68 คณะพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการพิเศษแผนกคดีอาญา 10 และอัยการได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 4 คนเป็นจำเลยต่อศาลอาญา กระทั่งเมื่อวันที่ 29 พ.ค. 68 ศาลอาญาได้พิพากษาตามคดีหมายเลขดำที่ อทย.256/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อทย.424/2568 ดังนี้

  • จำคุกจำเลยที่ 1 (น.ส.ปารีฉัตร อายุ 40 ปี) จำนวน 6 ปี 150 เดือน (ประมาณ 18 ปี) ทำหน้าที่เปิดบัญชีธนาคาร และข้ามไปสแกนใบหน้าในตึก 25 ชั้น ฝั่งกัมพูชา แล้วส่งมอบข้อมูลต่าง ๆ ให้จำเลยที่ 2 และ 3
  • จำคุกจำเลยที่ 2 (นายอาทิตญา อายุ 43 ปี) จำนวน 7 ปี 150 เดือน (ประมาณ 19 ปี) ทำหน้าที่รวบรวมบัญชีธนาคาร ส่งต่อให้กลุ่มของจำเลยที่ 4
  • จำคุกจำเลยที่ 3 (นางจันทร์ทา อายุ 51 ปี) จำนวน 7 ปี 150 เดือน (ประมาณ 19 ปี) ทำหน้าที่เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2
  • จำคุกจำเลยที่ 4 (นายธนาวุฒิ อายุ 28 ปี) จำนวน 6 ปี 146 เดือน (ประมาณ 18 ปี) ทำหน้าที่สวมเครื่องแบบตำรวจเพื่อวิดีโอคอลหลอกลวงเหยื่อ เมื่อหลอกสำเร็จจะให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งกลุ่มของจำเลยที่ 4 จะมีแอปธนาคารของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 สแกนใบหน้าโอนเงินต่อไปยังกระเป๋าซื้อขายเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ของชาวกัมพูชาที่ยังหลบหนี โดยจำเลยที่ 1 ได้เปิดไว้และมอบยูสเซอร์เนมกับรหัสผ่านให้กลุ่มจำเลยที่ 4

ในส่วนของความเสียหายนั้น ศาลได้สั่งให้จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับจากวันที่ 8 ธ.ค. 67 ซึ่งจำเลยสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นได้ภายใน 1 เดือน ตาม ป.วิอาญา มาตรา 198

หลังจากนี้ บช.สอท. จะดำเนินการขอคัดคำพิพากษาฉบับเต็ม และจะมีหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อขอหารือในประเด็นเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล หรือเหรียญคริปโต ที่ บช.สอท. ได้ขออายัดจากผู้ต้องหาชาวกัมพูชาที่หลบหนี ซึ่งถูกเก็บไว้กับผู้ให้บริการ (Binance) โดยจะเป็นการขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา เพื่อนำเหรียญคริปโตที่อายัดกลับคืนมาเยียวยาให้แก่ผู้เสียหาย

ในส่วนคดีอื่น ๆ อีกจำนวน 71 คดี ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้โอนมา บช.สอท. นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน และจะแถลงความคืบหน้าให้แก่พี่น้องประชาชนทราบต่อไป.

#Thaitabloid#สำนักข่าวไทยแทบลอยด์#ตำรวจไซเบอร์#ข่าวอาชญากรรมวันนี้