‘กัณวีร์’ ย้ำไทยอย่าย้อนแย้ง จะเล่นบทผู้นำสร้างสันติภาพ ต้องไม่ปล่อย ปตท.สผ.- บ.เอกชน ทำก๊าซธรรมชาติ กับเผด็จการทหารเมียนมา

419

รัฐสภา, วันที่ 31 พ.ค. – นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เปิดเผยว่าในช่วงระหว่างการอภิปราย ร่าง พรบ.งบประมาณฯ ปี 69 มีเรื่องราวหลายเรื่องที่รุมเร้าประเทศไทยในบริเวณชายแดน จึงตั้งคำถามว่าเราจะตั้งรับมืออย่างไร ที่เห็นชัด ๆ คือการเผชิญหน้าระหว่างทหารไทย-กัมพูชา ที่ช่องบก อุบลราชธานี เรื่องมลพิษข้ามแดนจากเหมืองแร่แรเอิร์ธจากเมียนมาเข้ามาแม่น้ำกกของไทย เรื่องการผลักดันผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายจากเมียนมา โดยไม่มีการคัดกรองว่าเป็นผู้ลี้ภัยหรือผู้หลบหนีเข้าเมืองทางเศรษฐกิจผ่านด่านระนองโดยใส่พานให้ทหารเมียนมา เรื่องการกลับมาอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นของแก๊งค์สแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์และค้ามนุษย์ โดยเฉพาะที่รัฐฉานตะวันออกที่มีคนถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยส่วนมากผ่านไทยเข้าไป

นายกัณวีร์ ระบุว่า แต่เรื่องที่สำคัญที่อยากมุ่งเน้นตอนนี้คือ การลงนามในสัญญาระหว่าง Myanmar Oil and Natural Gas Enterprise (MOGE) กับ Gulf Petroleum Myanmar (GPM) ซึ่งเป็นบริษัทไทย เพื่อการแบ่งปันผลประโยชน์เกี่ยวกับการขุดเจาะแก๊สธรรมชาติในเมียนมา เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมาตามที่ปรากฏในข่าว (ที่มา : www.irrawaddy.com)

“กลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลของผู้ลงทุนต่างชาติต่างๆ ในเมียนมาและทำให้เกือบทุกประเทศ เช่น สหรัฐฯ ฝรั่งเศสและออสเตรเลีย ถอนฐานการผลิตออกจากเมียนมา เนื่องจากกังวลเรื่องการใช้เงินที่หาได้ไปแชร์กับเผด็จการทหารเมียนมา เพื่อเข่นฆ่าประชาชนในเมียนมา ยกเว้นไทยเราที่ไม่แคร์” สส.พรรคเป็นธรรม กล่าว

นายกัณวีร์ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากๆ ในฐานะประเทศที่ประกาศตัวว่าจะเป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพในเมียนมา เพราะธุรกิจของไทย อย่าง ปตท. สผ.ที่เป็นรัฐวิสาหกิจของไทย และ Northern Gulf Petroleum บริษัทเอกชน ยังขยายฐานการผลิตแหล่งก๊าซธรรมชาติและเร่งหาเงินมาแบ่งปันผลประโยชน์กับทหารเมียนมาอย่างมหาศาล สุดท้ายเงินที่แชร์กับธุรกิจของทหารเมียนมาจะไปอยู่ที่ไหน

เขาย้ำว่าไทยต้องคำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่า ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights) ให้มาก ต้องคิดให้รอบด้านมากกว่านี้ เพราะทั้งมีรัฐวิสาหกิจไทย และยังมีบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐบาลไทย แต่หากประเทศไทยได้เป็นประเทศที่ได้อนุญาตให้บริษัทเหล่านี้จดทะเบียน จึงต้องกังวลถึงชื่อเสียงและบทบาทของไทยในเวทีโลกต่อไป

“ไม่ใช่มือหนึ่งประกาศต่อโลกว่าไทยเราจะสร้างสันติภาพในเมียนมาให้จงได้ และอีกมือนึงก็ปิดหูปิดตา ไม่สนใจว่ารัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท. และให้บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนในไทย ไปทำเงินเพื่อเป็นทุนให้ทหารเมียนมาใช้หาอาวุธและกำลังพลมาต่อสู้ภายในประเทศตัวเองใช่หรือไม่” นายกัณวีร์ กล่าว และย้ำว่า เรื่องมันย้อนแย้งและกลับกลอกกับการกระทำทั้งหมด รัฐบาลไทยต้องมานั่งพิจารณาถึง roadmap ตั้งแต่ขั้นที่ 1 จนถึงขั้นสุดท้ายให้ได้ หากต้องการจะเป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพในเมียนมาอย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายหากปัญหาความไม่สงบเกิดขึ้นในเมียนมา ไทยเองที่จะรับผลกระทบ