กรุงเทพฯ – วันที่ 12 พ.ค.68 นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เปิดเผยภาพเหตุการณ์ผู้เสียชีวิตจากเหตุกองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดทางอากาศ ในเขตสกาย ส่งผลให้นักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งเสียชีวิตและบาดเจ็บ โดยระบุว่า หากไทยไม่เร่งสร้างบทบาทของการเป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพในเมียนมา โดยใช้กระบวนการแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์ (constructive interventions/engagements) ไทยจะต้องรับผลกระทบโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “ความเลวร้ายทหารเมียนมาไม่หมดสิ้น ทิ้งระเบิดทางอากาศตอนเช้าวันนี้ที่ 12 พ.ค. เวลาประมาณ 10.00 น. ขณะมีนักเรียนเต็มทั้งโรงเรียนที่เมือง Dipalyin เขตสกาย คร่าชีวิตนักเรียนหลายชีวิตและบาดเจ็บอีกมากมาย”
นายกัณวีร์ ระบุว่า การแทรกแซงอย่างสร้างสรรค์โดยไทยต่างหาก ที่จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในเมียนมาได้ มาเลเซียกำลังจะหมดวาระประธานอาเซียนอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และจะต้องปล่อยมือไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประธานใหม่อย่างฟิลิปปินส์ก็คงตกอยู่ในสถานการณ์อย่างเดียวกันคือ เวลา 1 ปี ทำอะไรได้ไม่เยอะ และบทบัญญัติสำคัญอาเซียนทั้งเรื่องฉันทามติ (Consensus) และ การไม่แทรกแซง (Non-Interference) จะปิดกั้นอาเซียนเองในการเข้าไปทำอะไรอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศสมาชิก

สส.พรรคเป็นธรรม กล่าวว่า รัฐบาลไทยกลัวกับผลกระทบบนความสัมพันธ์กับทหารเมียนมาจนไม่กล้าออกจากกรอบ เท่ากับยอมรับสภาพในการรับผลกระทบที่จะเข้ามาประเทศทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัย การเป็นรัฐล้มเหลว (failed state) ของเมียนมาที่เป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติบริเวณชายแดนติดกับไทย ทั้งแก๊งค์คอลเซนเตอร์ สแกมเมอร์ ขบวนการนำพา การค้ามนุษย์ ยาเสพติด แถมตอนนี้มีโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีรัสเซียจะรับดำเนินการ ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงเรื่องความมั่นคงในภูมิภาคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “เมื่อไหร่ไทยจะตื่นกับกรอบกระบวนทัศน์ที่นิ่งเฉยและสุดท้ายผลประโยชน์ของชาติไทยนั่นแหละที่ถูกละเมิดเอาเสียเอง” เขาตั้งคำถาม

นายกัณวีร์ ยังกล่าวในงานสถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดงาน PRIDI Talks #30 “ประชาธิปไตยที่ไร้สันติภาพ : เมื่อความรุนแรงไม่ได้อยู่แค่ในสงคราม” เนื่องในวันวันปรีดี พนมยงค์ 2568 โดยระบุว่าสันติภาพมีชีวิตคนเป็นร้อยล้านคนเป็นเดิมพัน ความรุนแรงเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่สันติภาพเกิดขึ้นภายหลัง เมื่อคุณตระหนักรู้ว่าความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จึงรู้สึกว่าสันติภาพจะต้องเกิดขึ้น ในฐานะนักมนุษยธรรมที่เดินทางไปรอบโลก เดิมทีมองว่าสันติภาพเป็นเรื่องไกลตัว ตนเองมองเพียงว่าจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ยืนด้วยขาของตนเองได้ จนกระทั่งได้ลงพื้นที่ซูดานเหนือ จึงเรียนรู้ว่าระหว่างการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาคงไม่เพียงพอ เพราะปัจจุบันในเวทีระหว่างประเทศเน้นไปที่การสร้างสันติภาพ ไม่ว่าเราจะพยามช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่สงครามมากแค่ไหน ถ้าเราไม่มีสันติภาพก็จะไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
“การเมืองไทยในปัจจุบันมีความแตกต่างทางด้านความคิด มีความรุนแรงทางวัฒนธรรม มีการแบ่งเขาแบ่งเรา เรามีการสร้างระบบเพื่อรองรับความรุนแรง จึงไม่สามารถนำเอาสันติภาพเข้ามาแก้ไขได้ จึงต้องใช้โครงสร้างความคิดเข้ามาช่วย ยกตัวอย่างในพื้นที่ชายแดนใต้ 20 ปีที่ผ่านมามีการตั้งสมการที่ผิดพลาด มองแค่ว่าหากจำนวนสถานการณ์ความรุนแรงลดน้อยเหลือ 0 นั่นคือสันติภาพ แต่เรากลับไม่มองไปที่รากเหง้าปัญหา ทำให้ยังแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ได้” สส.เป็นธรรม กล่าว
นายกัณวีร์ กล่าวถึงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการสร้างประชาธิปไตยที่มีสันติภาพ โดยย้ำว่า สันติภาพจะไม่เกิดขึ้นจากปลายกระบอกปืน หรือความรุนแรง รากเหง้าปัญหาของจังหวัดชายแดนใต้คือ ความแตกต่าง เป็นโจทย์ให้รัฐบาลต้องสร้างความเป็นประชาธิปไตยในพื้นที่ ไม่ใช่นำกฎหมายไปกดทับความแตกต่าง ตนเองอาจจะมองโลกในแง่ร้าย แต่มองโลกตามความเป็นจริง แต่ปัจจุบันคนในจังหวัดชายแดนใต้ยังถูกปิดกั้น “สันติภาพในระบอบประชาธิปไตย จะต้องนำมนุษยธรรมมานำการเมืองให้ได้ โดยยึดหลักมนุษยธรรม ความเป็นกลาง ไม่เอนเอียง และมีอิสรภาพในการทำงาน”

