
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2564 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะ หัวหน้าหน่วยของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ได้มอบหมายให้ กองคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ฐานกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ในประเด็นเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่องห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือข้อมูลสื่อสารอื่นใด กรณีเปิดเผยข้อมูลการคุยโทรศัพท์ระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ และ พล.ต.อ.วิระชัย ผ่านสื่อสารมวลชน สำหรับเรื่องดังกล่าว ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะนิติบุคคลได้รับความเสียหายนั้น
ล่าสุดมีรายงานว่า ในคดีอาญาฯ ดังกล่าว นั้นทางคณะพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มี พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.สส.) เป็นหัวหน้าฯ ได้อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผล รวบรวม พยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อสรุปสำนวนแล้วส่งให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พิจารณาถึงความสมบูรณ์ ของคดี พร้อมทั้งมีความเห็นอย่างไรต่อไป

ซึ่งในขณะเดียวกัน มีรายงาน ว่า พล.ต.อ.สุชาติ ได้เสนอต่อ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอเปลี่ยนตัว จากการเป็น หัวหน้าพนักงานสอบสวนให้เป็นคนอื่น ด้วยเหตุ เนื่องจากมีส่วนได้เสียและตัว พล.ต.อ.สุชาติ มีอันดับอาวุโสน้อยกว่า ผู้ถูกกล่าาวหา พร้อมทั้ง ยังเป็นผู้ถูกฟ้องที่ 3 ในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่งมีรายงานว่า กรณีดังกล่าวได้ แจ้งรายงานให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทราบแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป
ส่วนผลการสรุปผล การสอบสวนวินัยร้ายแรงฯ ที่มี พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.บร.) เป็นหัวหน้านั้น มีรายงานว่าคืบหน้าไปมาก และจะแล้วเสร็จตามกรอบเวลา ที่กฏหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนด เพื่อเสนอให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทราบต่อไปเช่นกัน


