อาชญากรเฮ ลุ้นเป็นรัฐมนตรี ธรรมนัส มีสิทธิถึงเก้าอี้ ‘นายกฯ’ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสร้างบรรทัดฐานใหม่

ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไทยหลังจากที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายวรวิทย์ กังศศิเทียม เป็นประธาน วินิจฉัยให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ และ รมช.เกษตร ไม่ต้องพ้นจากสมาชิกภาพ สส. และความเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากไม่ขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามการเป็น ส.ส.และรัฐมนตรี กรณีเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือออสเตรเลีย ในความผิดคดียาเสพติด เมื่อปี 2536 !?!

โดยศาลให้เหตุผลว่า “แม้ข้อเท็จจริงทางคดีฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องเคยต้องคำพิพากษาของศาลแขวงรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย ก่อนสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลไทย ผู้ถูกร้องจึงไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(10) สมาชิกสภาพของ ส.ส. ของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลง เมื่อไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตาม 98 (10) จึงไม่มีเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดสุดลงเฉพาะตัวเช่นกัน”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

หลังสิ้นคำวินิจฉัยดังกล่าว ทั้งสื่อไทยและสื่อยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างก็รายงานเป็นข่าวด่วน เป็นข่าวเบรก โดยเฉพาะสื่อประเทศออสเตรเลียที่ติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด โดยหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์ซิดนีย์มอร์นิงเฮรัลด์ (SMH) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศพาดหัวทันทีว่า “การถูกจำคุกในออสเตรเลียไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงตำแหน่งใน ครม. แต่อย่างใด, ศาลไทยวินิจฉัย” โดยสื่อยักษ์ใหญ่แห่งแดนจิงโจ้รายนี้เกาะติดข่าว ร.อ.ธรรมนัสอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2562

นอกจากนี้ยังมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรงในโลกโซเชียล โดยเฉพาะใน ทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นที่สถิตย์ของเหล่าเยาวรุ่น มีแฮชแท๊ก #ธรรมนัส พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 2 และ #มันคือแป้ง ซึ่งเป็นประโยคประวัติศาสตร์ที่ ร.อ.ธรรมนัสชี้แจงต่อสภาด้วยความมั่นใจ ติดอันดับ 3 ของเทรนด์ประเทศไทย ตามลำดับ เกิดมีมล้อเลียนต่าง ๆ นานา ขณะที่ฝั่ง เฟซบุ๊ก เองก็เดือดไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่มีความร้อนแรงระดับ 10 อย่าง “โยกย้าย มาส่ายสะโพกโยกย้าย” หรือชื่อเดิมว่า “ย้ายประเทศกันเถอะ” ซึ่งเป็นที่รวมตัวของกลุ่มคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนคนหนุ่มสาวที่สิ้นหวังกับความห่วยแตกไร้ประสิทธิภาพ และการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาล รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมไทยที่ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ “สองมาตรฐาน” แต่ดูเหมือนจะ “ไร้มาตรฐาน” สำหรับพวกเขา ทำให้มองหาลู่ทางที่จะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศเพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีกว่า ซึ่งคำวินิจฉัยในครั้งนี้กลายเป็นตัวเร่งชั้นดีในการเพิ่มจำนวนสมาชิกกลุ่มที่เปิดมาเพียงไม่กี่วันแต่มีสมาชิกกว่า 8.7 แสนคนแล้ว เชื่อว่าไม่กี่วันคงทะลุล้าน!!!

ดร.วิษณุ เครืองาม

แม้ว่า “เนติบริกร” อย่างนาย วิษณุ เครืองาม จะออกมาช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยครั้งนี้ โดยยกความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาในอดีตมาเทียบว่า กรณี ร.อ.ธรรมนัส ถูกตัดสินลงโทษจำคุกคดียาเสพติดตั้งแต่ ปี 2536 พ้นโทษมาแล้วเกิน 5 ปี จึงถือว่าไม่ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องชี้แจงหรือพูดอะไรเพิ่มเติม เพราะได้วินิจฉัยจบแล้ว ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีนี้ ถือเป็นบรรทัดฐานที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะไม่เคยมีคำวินิจฉัยมาก่อน และใช้ได้กับความผิดทุกกรณี ไม่เฉพาะแต่ความผิดคดียาเสพติดอย่างเดียว แต่ไม่ใช่การล้างมลทิน เพราะเป็นเรื่องคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ซึ่งอาจจะมีมลทินก็ได้!!!

แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้คล้อยตามสักเท่าใด โดยมีคนยกความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ตอบข้อสอบถามกระทรวงมหาดไทยเมื่อปี 2525 ซึ่งวิษณุหยิบมาอ้างมาฟาดกลับว่า “เพราะเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความประพฤติไม่เหมาะสม ถ้าต้องห้ามเฉพาะการกระทำผิดในประเทศ ไม่เกี่ยวกับการกระทำผิดในต่างประเทศ ก็จะเกิดการลักลั่นไม่เป็นธรรม ฉะนั้นบุคคลใดเคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีในวันเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการถูกจำคุกในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ก็ต้องถือว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามเจตนารมณ์แห่งมาตรา 96 (5) ของรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจะเห็นว่าวิษณุอ้างแค่ท่อนว่าพ้นโทษมาแล้วเกิน 5 ปีถือว่าไม่เข้าข่าย แต่ไม่พูดถึงการที่กฤษฎีการะบุว่า “ไม่ว่าจะต้องโทษในไทยหรือต่างประเทศก็ถือว่าเป็นบุคคลต้องห้าม” แถมยังเลี่ยงที่จะพูดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่ไปอ้างตัวอักษรแทน

ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ขณะที่ ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งคำถามที่น่าสนใจ ผ่านเฟซบุ๊ก Pareena Toei Srivanit ว่า “ไม่แปลกใจในผลและเหตุผลที่ยึดการตีความตามตัวอักษร แต่สะท้อนใจที่ 2 ประเด็นนี้มิได้ถูกเอ่ยถึง (1) เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนญที่ต้องการจะได้บุคคลที่มือสะอาด ปราศจากมลทินโดยเฉพาะในข้อหาร้ายแรง มาทำหน้าที่ในองค์กรหลักฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารไม่ถูกเอ่ยถึง และ (2) ความผิดนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็น double criminality (เป็นความผิดของทั้งสองประเทศ และไม่ยากในการที่จะพิสูจน์องค์ประกอบความผิดว่าตรงกันหรือไม่) และความผูกพันและพันธกรณีที่ประเทศไทยมีต่อนานาประเทศในการต่อต้านยาเสพติดที่ยอมรับว่าเป็นความผิดร้ายแรงข้ามชาติและเป็นภัยต่อความมั่นคงของมนุษย์

เท่ากับว่าปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญได้เป๋นผู้ยืนยันแล้วว่า ร.อ.ธรรมนัส เคยถูกศาลออสเตรเลียจำคุกในข้อหาค้ายาเสพติดจริง เพียงแต่ศาลไทยไม่รับอำนาจศาลประเทศอื่น จึงไม่มีผลผูกพัน (และไม่แคร์) และได้สร้างบรรทัดฐานใหม่เอาไว้ตามที่วิษณุได้ระบุเอาไว้ว่า ไม่เฉพาะแต่ความผิดเรื่องยาเสพติด แต่ครอบคลุมความผิดทุกกรณี หมายความว่าคุณจะเลวทรามต่ำช้า จะเคยฆ่าคน ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ จากที่ไหนมาก็ตาม คุณสามารถเป็นรัฐมนตรีที่ประเทศไทยได้ แม้จะมลทินมัวหมอง !!!

นั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่อ้างว่าร่างเข้ามาเพื่อล้างคนโกง ถูกศาลรัฐธรรมนูญนำมาใช้รับรองบรรดาอาชญากรเสียเอง!?!

ต้องยอมรับว่าขณะนี้ ออร่า ของ ร.อ.ธรรมนัส เปล่งประกายเจิดจ้าจนแสบตา เพราะมีทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และรองนายกฯ ช่วยการันตีให้ แถมจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบล่าสุดเขาได้รับคะแนนไว้วางใจ “มากกว่า” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำร้าบาน เสียอีก ด้วยศักยภาพขนาดนี้ เขาย่อมมีสิทธิที่จะฝันถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เช่นกัน และเมื่อจินตนการถึงโฉมหน้า ครม.ชุด ธรรมนัส 1 หลายคนคงอดใจไม่ไหวที่จะรีบขอเข้าร่วมกลุ่ม “โยกย้าย มาส่ายสะโพกโยกย้าย” เพื่อหาลู่ทางไปนั่งจินตนการต่อถึง ครม. ธรรมนัส 2, 3, 4 ที่ต่างประเทศด้วยใจระทึกพลัน