เมื่อเวลา 10.30 น.  วันที่ 5 มีนาคม 2564 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม  ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) พล.ต.ต.ดำรงค์ เพ็ชรพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (รอง ผบช.ภ.6) พ.ต.อ.สราวุธ คนใหญ่ รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (รอง ผบก.สส.ภ.6) และ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองเลขาธิการ ป.ป.ส. แถลงผลการดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีจับกุมเครือข่ายยาเสพติด ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 6

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า เนื่องจากที่ผ่านมามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการสืบสวนคดียาเสพติดในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 6 และมีเอกสารราชการบางส่วนหลุดออกไปเผยแพร่ทางสื่อ ขอเรียนว่า เอกสารเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนสอบสวน หากเทียบแล้วถือว่าเป็นจำนวนน้อย กลายเป็นว่าข้อเท็จจริงบางส่วนที่หลุดออกไป แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เห็นทั้งหมด จึงเกิดการตั้งคำถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามกฎหมาย โปร่งใส มีการช่วยเหลือใครเป็นพิเศษหรือไม่

“สิ่งเหล่านี้เป็นบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเราต้องทำความจริงให้ปรากฎ เพราะหากประชาชนไม่เชื่อกระบวนการสืบสวนสอบสวน ความเสียหายจะตามมา และจะไม่มีใครยึดกฎกติกา วันนี้จะเล่าในส่วนที่ไม่กระทบต่อรูปคดี เนื่องจากคดีมีทั้งตัดสินไปแล้ว และยังอยู่ในชั้นกระบวนการยุติธรรม” ผบ.ตร. กล่าว

พ.ต.อ.สราวุธ คนใหญ่ รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (รอง ผบก.สส.ภ.6) กล่าวอธิบายเส้นทางเครือข่ายยาเสพติดนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ 2557-2563 โดยปี 2557 ตำรวจจับกุมนายฐปนันท์ ธรรมรัตน์ธาดา หรือหนูเฉิน พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ ถูกออกหมายจับคดีฟอกเงินทั้งสิ้น 56 หมาย ระหว่างการดำเนินคดี นายฐปนันท์ หลบหนีประกันชั้นอุทธรณ์  

ต่อมา 18 ตุลาคม 2562  ที่ด่านห้วยยะอุ จับกุมรถบรรทุก พร้อมไอซ์ 1.5 ตัน วันดังกล่าวจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย คือ นายสมโชค เนียมสกุล อายุ 38 ปี เป็นคนขับ และนายสกล การุณรักษ์ อายุ 34 ปี นั่งคู่มาข้างคนขับ โดยทั้งคู่ให้การซัดทอดไปถึงผู้เกี่ยวข้องในขบวนการอีก 8 ราย โดยตำรวจได้ออกหมายจับไว้และตามจับกุมได้ 6 ราย มีผู้หลบหนี 2 ราย คือ นายเกิดชนะ มีนา และนายยงค์ วงศ์สว่างกุล

วันที่ 22 กรกฎาคม 2563  กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และ ป.ป.ส. ขยายผลจับกุมและยึดทรัพย์เจ้าของอู่ต่อรถบรรทุกที่ใช้ขนถ่ายยาเสพติดในคไอซ์ 1.5 ตัน แต่แยกดำเนินคดีอีกสำนวน  กระทั่ง วันที่ 23 ตุลาคม 2563 ตำรวจสามารถตามจับกุมนายเกิดชนะ ได้ดำเนินการสอบปากคำ และส่งตัวให้อัยการ จุดนี้นายเกิดชนะ ให้การพาดพิงถึง พลเรือน 4 ราย และข้าราชการ 4 ราย ทีมสืบสวนจึงนำข้อมูลทั้งหมดประกอบสำนวน

“นอกจากนี้ ยังพบข้อเท็จจริงบางอย่าง จนขยายผลดำเนินคดี น.ส.หลิน-ชาล์ คนจัดการเงิน และนายฐปนันท์ ต่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่หลบหนีประกันชั้นอุทธรณ์เมื่อปี 2557 จึงแยกดำเนินคดีอีกสำนวน ในข้อหาสมคบ (ม.8 วรรคแรก) และจับกุมน.ส.หลิน-ชาล์ ได้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 พร้อมอายัดเงินสดได้กว่า 200 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในส่วนอื่นๆ หากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็จะขยายผลต่อไป”

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวว่า สำหรับการจับกุมนายสมโชค และนายสกล พร้อมพวกอีก 6 ราย ในคดีไอซ์ 1.5 ตัน ศาลตัดสินเมื่อ วันที่ 24 กันยายน 2563 ผลตัดสินมีทั้งจำคุกตลอดชีวิต จำคุก 33 ปี และยกฟ้อง 3 ราย ส่วนกรณีการจับกุมเจ้าของอู่ต่อรถ สำนวนอยู่ในชั้นพนักงานอัยการ คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาล และกรณีการจับกุม น.ส.หลิน-ชาล์ พนักงานสอบสวน สภ.แม่สอด ได้ส่งสำนวนให้อัยการเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2564

ด้าน พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวในฐานะที่ตนเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการยาเสพติดและทีมงาน หลังได้รับสั่งการจาก ผบ.ตร. ก็ลงไปดูภาพรวมคดี ตั้งแต่การจับกุมเมื่อปลายปี 2562 พบว่าการดำเนินการของตำรวจภูธรภาค 6 ได้ดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายทุกประการ ส่วนที่นายเกิดชนะ ให้การซัดทอด ถ้ามีความเชื่อมโยงหรือการสืบสวนไปถึงใคร เราก็ดำเนินการตาม พ.ร.บ.สมคบ ตามที่ภูธรภาค6 ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่เหลือยังไม่พบความเชื่อมโยงกับผู้อื่นแต่อย่างใด

ขณะที่ พล.ต.ท.มนตรี กล่าวว่า ตนได้รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.มนู ให้สืบค้นความเชื่อมโยงของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี ทั้งพลเรือน และข้าราชการ ที่ถูกระบุในสำนวนการสอบสวน พบบางส่วนที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง โดยตนได้รายงานให้ พล.ต.อ.มนู ทราบทั้งหมดแล้ว

ด้าน พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า กรณีการสืบสวนเครือข่ายนายฐปนันท์ ทางสำนักงาน ป.ป.ส. ได้ร่วมสืบสวนขยายผลกับตำรวจ รายละเอียดมีบันทึกไว้ในเอกสาร ทั้งนี้นายฐปนันท์ เป็นเป้าหมายการสืบสวนของ ป.ป.ส. มาตั้งแต่ ปี 2552 เขามีพฤติการณ์ครอบครองยาบ้า 2.6 หมื่นเม็ด และอาวุธปืน เขาสู้คดียาเสพติดหลุด แต่โดนจำคุก 1 ปี ครอบครองอาวุธปืน เมื่อเข้าไปในเรือนจำได้ไปสร้างเครือข่ายพอ่ค้ายาเสพติดรายสำคัญหลายคน หลังพ้นคุกมา 2553 ก็โลดแล่นอยู่ในวงการ ต้องเรียนว่าในเรื่องนี้ทาง ป.ป.ส. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ขยายผลจากภูธรภาค 6 นำเสนอ และคงไม่ยอมละเว้นใครคนใดคนหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนพื้นฐานข้อมูลพยานหลักฐานที่สามารถฟ้องเอาผิดได้

จากการตรวจสอบบุคคลที่ถูกพาดพิง มีข้าราชการตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ .? นั้นพ.ต.อ.สราวุธ กล่าวว่า คนแรกที่มีการพูดถึงเป็นพลเรือน ชื่อนายยง หรือหวัง วงศ์สว่างกุล ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีไอซ์ 1.5 ตัน ได้หลบหนีไปยังติดตามจับกุมตัวไม่ได้ คนที่สองเป็นข้าราชการพ.อ.ยศพล สิทธิกรรณ ถูกออกหมายจับในคดีสมคบฯ ที่นิคมเขาบัวแก้ว จ.นครสวรรค์ หลังจากเป็นข่าวมีการไล่ล่าตัวจนกระทั้งสามารถจับกุมตัวได้หลังจากสอบปากคำนายเกิดชนะ ลำดับต่อมาในคำให้การถึงน.ส.เฟื่องฟ้า เป็นหนึ่งในคนที่อยู่ในหมู่บ้านแต่ไม่มีหลักฐานสิ่งบ่งชี้ที่เพียงพอจะออกหมายจับได้ เรารู้เพียงว่าน.ส.เฟื่องฟ้าถูกกล่าวอ้างถึงแต่ยังไม่มีหลักฐาน ส่วนตำรวจทั้ง 3 คนที่ถูกกล่าวถึงในฐานข้อมูลมีการตรวจสอบเยอะมาก ในชั้นนี้ยังไม่พบหลักฐานที่พนักงานสอบสวนจะสามารถนำไปสู่การขออนุมัติในคดีสมคบต่อเลขาธิการ ป.ป.ส.ได้  จึงเป็นเพียงข้อมูลในการสืบสวนได้เท่านั้นเอง

ในส่วนจะขยายความคำว่าไม่มีหลักฐานขอออกหมายจับตำรวจที่ถูกซัดทอด นั้น.?

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงในคดีมีแค่คำกล่าวอ้างแบบอย่างนั้น ในส่วนที่ตนดำเนินคดีได้ในส่วนคดีของหลิน-ชาล์กับนายฐปนันท์ ไม่ได้ออกหมายจับในคดี 1.5 ตัน แต่ตนเอาหลักฐานจากสิ่งที่มีแล้วมาเปิดเป็นคดีใหม่ เป็นยาเสพติดคนละล็อต ฉะนั้นแล้วรายละเอียดในคดีอยู่ในชั้นของอัยการ ชี้แจงได้เพียงว่ากรณีของหลิน-ชาล์ กับนายฐปนันท์ ที่ขยายมาจากคำให้การของนายเกิดชนะ เป็นคดียาเสพติดที่ไม่ใช่ 1.5 ตัน แต่เป็นคดียาเสพติดที่มีหลักฐานอื่นบ่งชี้เลยว่าเกี่ยวข้องกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะได้มีการเรียกตำรวจที่ถูกพาดพิงไปสอบปากคำหรือไม่ .?

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวว่า ยังไม่มีหลักฐาน ตนว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกเข้ามาให้การ เมื่อถามถึงหลิน-ชาล์ ที่เป็นตัวเชื่อมให้นายฐปนันท์ ไปพบเจ้าหน้าที่เพื่อจ่ายค่าดำเนินการต่างๆ มีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายสราวุธ กล่าวว่า หลักฐานในส่วนนี้ยังไม่มี พยายามหาแล้วแต่ไม่พบเลย ทั้งนี้ได้สอบปากคำหลิน-ชาล์เพิ่มเติม ซึ่งให้การรับในส่วนที่ฟอกเงินเท่านั้น  จากการตรวจสอบเอกสารทั้งหมดพบว่าหลิน-ชาล์มีสิ่งบ่งชี้ว่าทำธุรกิจจริงๆ เฉพาะปี 2563 แค่ 500 ล้านบาท แต่จริงแล้วมีเงินวิ่งออกไปที่พม่ากว่า 2,000 ล้านบาท ฉะนั้นตัวเลขที่เขย่งกันอยู่อีกพันกว่าล้านมันคืออะไร ซึ่งหลิน-ชาล์จะต้องให้รายละเอียดและข้อมูล ทั้งนี้บัญชีการเงินไม่พบว่ามีการโยงไปถึงเจ้าหน้าที่รายใด โดยได้ตรวจสอบบัญชีของหลิน-ชาล์ บัญชีบริษัทซีเปีย บัญชีบริษัทซันเดย์ ซึ่งหลิน-ชาล์เป็นผู้ดำเนินการอยู่ ตั้งแต่ปี 2562-2563 ไม่พบว่าไปแตะถึงบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างถึงแต่อย่างใด

ในส่วนประเด็นที่ถูกซัดทอดว่าไปพบกันที่เมียวดีคอมเพล็กซ์

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวตอบว่า ที่บอกว่าไปพบกันที่เมียวดีคอมเพล็กซ์ เป็นคำพูดของคนที่เราได้ข้อมูลกลับมา เราก็ต้องหาหลักฐาน เหตุที่เกิดขึ้นประมาณปลายปี 2562 ซึ่งพยายามหาพยานหลักฐานแล้วแต่มีสิ่งบ่งชี้แค่นี้จริงๆ ซึ่งเป็นเพียงคำซัดทอดชี้แจงของผู้ต้องหาว่าไปอยู่ที่นั้นไปเจอไปตกลงไปพูดคุย  ซึ่งตนต้องหาหลักฐานในช่วงปี 2562 แต่ตนพยายามหาแล้วแต่ไม่พบจริงๆ โดยที่พูดไว้เพียงครั้งเดียว

ต่อคำถามว่า ประเด็นตำรวจที่ถูกพาดพิงถึงขณะนี้สืบสวนจนสิ้นข้อสงสัยแล้วใช่หรือไม่ .?

พ.ต.อ.สราวุธ กล่าว ในส่วนการสืบสวนยังไม่จบอยู่แล้ว ตนยังคงต้องทำต่อ ไม่ใช่เฉพาะประเด็นที่ถูกกล่าวอ้าง นอกเหนือที่ถูกกล่าวอ้างก็ยังทำอยู่

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. กล่าวเพิ่มเติม เอกสารที่หลุดไปคือชิ้นเดียว ตนว่าท่านมีในมืออยู่แล้ว ลองอ่านดูที่กล่าวถึงพล.ต.ท.เขาเขียนว่าอย่างไร เขาถามว่ารูปที่พนักงานสอบสวนให้ดูท่านเคยเห็นไหม เขาก็บอกว่าไปเห็นมาที่เมียวดี แต่ไม่ได้พูดต่อว่ามาทำอะไร มาหาใคร เจอใคร อะไรอย่างไรไม่มีเลยมีแค่นี้ สมมติว่าเราจบใครมา แล้วเขาบอกว่าคนนี้มาไถเงิน แล้วไม่ให้  เราจะจับตำรวจมาสอบไหม จะต้องดูอย่างนี้ด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะฟังอะไร เราต้องชั่งน้ำหนักว่าวันเวลาที่พูดเมื่อไหร่ ก็ไม่ได้มีระบุ เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำไปตามข้อเท็จจริงที่พูดถึง  ทางตำรวจภูธรภาค 6 ก็ได้ดำเนินการไปไม่จบแค่นี้ ของศูนย์ปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจยาเสพติดก็ทำ ทีมงาน พล.ต.อ.สุชาติ ก็ทำทั้งหมด อย่าง รองสุชาติ มีอะไรก็จะมาเล่าให้ตนฟัง และท่านก็ทำมาตลอด ถ้ามันจะเจออะไรมันก็ต้องเจอ อะไรที่ควรทำก็ทำไปแล้ว แต่ถามว่าจะยุติแค่นี้ไหม ก็ไม่ใช่ เพราะยังมีงานที่ยังไม่เสร็จ การสืบสวนเส้นทางการเงินเท่าที่เห็น เอาอย่างนี้ดีกว่าการสืบสวนไปถึงสงสัยคนไหนเขาก็เอามาดู แต่ว่าไปถึงไหนถ้ามันเจอมันเจอแล้ว ณ วันนี้ เพื่อให้สังคมสบายใจเราก็ไม่ได้หยุดถ้ามีพยานหลักฐานเพิ่มเติมดำเนินคดีได้เราก็ทำไม่ว่าจะเป็นใครทั้งนั้น

“ขณะที่ทาง พ.ต.อ.สราวุธ กล่าวถึง เงิน 2,000 กว่าล้านบาทก็จะต้องมาไล่ดูว่าไปถึงใครอีก เบื้องต้นยังไม่เจอชนกับใครโดยเฉพาะคนที่ถูกพาดพิง คือถ้ามันมีพยานหลักฐานขนาดเอกสารยังรั่วมาได้ แล้วถ้ามันมีมันจะไม่รั่วหรือ ถ้ามีก็ต้องออกสื่อแล้ว ผมถามลอจิกง่ายๆ ถ้ามีก็ต้องออกสื่อแล้วจะไปอยู่ตรงไหน ปัญหาคือมีหรือไม่ ทำอะไรก็ต้องชั่งน้ำหนัก เราไม่ได้คิดว่าคนนี้จะพิเศษกว่าคนนี้ มันไม่ใช่อย่างนั้น แต่อะไรที่มันเบลอที่ไม่ชัดเจนก็ถูกหยิบไปเป็นประโยชน์ ถูกหยิบไปบ่อนทำลายความเชื่อถือ สิ่งที่อันตรายคือเรื่องนี้ เรื่องการบ่อนทำลาย ทำลายองค์กรไม่ได้ ทำลายคนก็ได้ ผมเรียนว่าจะผิดจะถูกไม่มีใครช่วยใครได้ ถ้าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีใครช่วยใครได้ ไม่มีใครมาปิดอะไร ไม่มีใครปิดเรื่องแบบนี้ ไม่มีทาง ท่านรู้ดีท่านเป็นสื่อ ถ้ามีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันท่านได้ก่อนพวกผมอีก เพราะบางเรื่องผมยังรู้หลังท่านเลย” พล.ต.อ.สุวัฒน์ ระบุ

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า เราตั้งใจ เราก็จะทำให้ ถ้าใครมีข้อมูลที่ดีๆ ข้อมูลที่จะไปถึงใคร ยินดีรับหมด ตนอยากให้ใช้วิจารณญาณฟังเรื่องนี้ ทุกเรื่องไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ เพราะโลกสมัยนี้การสื่อสารไปเร็ว ข้อเท็จจริงบางส่วนหลุดออกมาแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ก็กลับไปที่พูดตั้งแต่แรกเปรียบเทียบเอกสารที่หลุดออกมาไม่กี่แผ่นกับที่เขามีเป็นร้อยเป็นพัน ท่านเห็นหมดนั้นหรือไม่ มันไม่ใช่หน่วยงานเดียวด้วย ในคดีข้อหาสมคบตำรวจต้องขออนุมัติเลขาป.ป.ส. ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราทำเองได้ ยังมีชั้นอัยการ ชั้นศาลอีก และมีสื่อเป็นคนตรวจสอบพวกเรา ยืนยันไม่มีใครช่วยใครได้ ถ้าใครที่เกี่ยวเราไม่เคยละเว้น ป.ป.ส.สืบสวนกันตั้งแต่ปี 2552 ตำรวจภูธรภาค 6 มาเริ่มทำหลังจากผู้ต้องหาหลบหนีไป และเริ่มจับกุมที่ด่านเมื่อปี 2562 ก็ไล่มา ทุกคนก็ทำหน้าที่ การสืบสวนทำหลายหน่วยมาก ผมย้ำว่าทำหลายหน่วย แล้วการสอบสวนก็เป็นคณะทำงาน ก็ต้องดูด้วยว่าเราจะทำอะไรก็ต้องว่าไปตามน้ำหนักพยานหลักฐาน การฟังคนๆ เดียวพูด แล้วพูดครั้งเดียวว่าเคยเห็นคนนี้แล้วไง เห็นแล้วเขาไปทำอะไรไปรับเงินใครไปคุยกับใครที่ไหนเมื่อไหร่ ตัวเองไปร่วมกระทำผิดขนยา 3 ครั้งจำได้หมดจำวันเวลาสถานที่ได้แต่เรื่องนี้ทำไมจำไม่ได้ก็ต้องดูด้วยก็เป็นสิทธิของเขาที่จะให้การ เราก็พยายามย้ำให้เกิดความชัดเจน เพราะถ้ายิ่งเบลอ ข้อมูลยิ่งไม่ชัดเจนยิ่งเบลอ คนที่เสียหายคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขาจะถูกหยิบไปเป็นประเด็นบ่อนทำลาย ตนพูดย้ำเรื่องนี้ บ่อนทำลายความเชื่อถือ ความไม่แน่ใจไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม ถามตำรวจภาค 6 จะทำไปเพื่ออะไร เขาจับมาตั้งแต่ปี 2562 ฝากประชาชนถ้ามีอะไรที่เป็นประโยชน์ไม่มั่นใจตำรวจกลัวตำรวจช่วยกันแจ้งป.ป.ส. ปปง. อัยการ หรือนำมาออกกสื่ออีกก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร ตนว่ามีช่องทางเยอะที่จะทำความจริงให้ปรากฏ เราก็ตั้งใจ ถ้ามีอะไรเรายินดีรับหมด

ผบ.ตร.สุวัฒน์

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ตำรวจ 2 คนที่ถูกพาดพิงถึงเข้ามาเกี่ยวข้องในคดีนี้ได้อย่างไร .?

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ก็ต้องไปดูว่า บรรยากาศในการพูดคุยวันนั้นเป็นอย่างไร อย่าง “รองต๊ะ” ก็พูดว่าเขารู้จัก เพราะคนทำบ่อนตรงนั้น พูดแบบชาวบ้าน ก็คงต้องรู้จักกัน แล้วรู้จักกันแบบไหน เห็นให้เงินให้ทองกันอะไรอย่างไร ก็มีเอ่ยถึงบุคคลที่ 3 อีกคนหนึ่ง พร้อมเบอร์โทรศัพท์เป็นคนเดินเคลียร์ตำรวจ ทางภาค 6 ก็ดำเนินการไปแล้วเรื่องพวกนี้ ซึ่งต้องดูวันนั้นว่าอารมณ์ไปอย่างไรถึงมาถึงตรงนี้ได้ เมื่อพาดพิงถึงด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ เราก็ต้องตรวจสอบไม่ใช่จะไม่ทำ เมื่อเขาพูดมาขนาดนี้ก็ต้องตรวจสอบ แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เมื่อมาแล้วก็มีหน้าที่ที่ต้องตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มองอย่างไรที่มีเอกสารหลุดออกมาใครจะได้ประโยชน์.?

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ท่านต้องตัดสินเอง แต่ผมมองผลกระทบที่เกิดความเสียหายมันเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจ ตนย้ำอีกครั้งอะไรที่มันไม่ชัดเจน ไม่รู้ผิดรู้ถูก มันจะเสียหาย หน้าที่เราคือทำให้มันชัดเจน เพราะเรื่องนี้จะถูกหยิบไปใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา เอาเรื่องนี้ไปพูดได้อีก 500 ปี ถ้ายังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้ชัดเจนให้ได้ อะไรที่ยังทำไม่เสร็จต้องไปทำ ประเด็นไหนที่มีข้อสงสัยต้องเคลียร์ วันนี้เห็นว่ามีความคืบหน้าพอสมควรจึงมาเล่าให้ฟัง ยังไม่จบ

ในส่วนที่ เอกสารที่หลุดออกมาถูกมองในมิติว่าอาจมีความขัดแย้งภายในองค์กรณ์หรือไม่ .?

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองเป็นเรื่องของความขัดแย้ง แต่มองว่าเราอยู่บนพื้นที่ที่ทำงานร่วมกัน แต่ใครหยิบไปใช้ประโยชน์แบบไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตนไม่คิดว่ามีความขัดแย้ง เพราะถึงวันนี้ทุกคนที่ร่วมมีส่วนเกี่ยวข้องในการสืบสวนสอบสวนก็ยังคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่ตลอด เพื่อทำให้เรื่องนี้มีความชัดเจน เพราะทุกคนก็อยากรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร เราพยายามทำให้มันชัดเจน เรื่องงานสืบสวนก็เรียนไปแล้ว ทาง พล.ต.อ.สุชาติ เป็นเพื่อนตนมีอะไรไม่ใช่เฉพาะงานนี้งานเดียวก็คุยกัน มีอะไรก็มาเล่าให้ฟัง และได้บอกด้วยว่าได้สั่งการภาค 6 ไปว่าอย่างไร แล้วหลังจากนั้นไปทำอะไรได้มาเพิ่มก็จะมาเล่าให้ฟัง การสืบสวนก็ทำมาตลอด ในขณะที่ท่านทำอยู่พนักงานสอบสวนก็ทำของเขาด้วย แต่พอมีเอกสารหลุดไป มีการสอบถามถึงประเด็นของนายเกิดชนะ ว่าภาค 6 ได้ทำหรือไม่ ซึ่งภาค 6 ก็ตอบไปแล้วว่า ทำอะไรไปบ้าง ทีมงานทุกทีมไม่เคยหยุดทำกันมาตลอด ส่วนกรณีเอกสารหลุดก็ได้ให้จเรตำรวจลงไปตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งมีการดำเนินการไปแล้ว ส่วนคลื่นใต้น้ำคืออะไรตนไม่ทราบ คงไม่มี

ส่วนคำถามที่ว่าทาง ผบ.ตร.ได้เชิญ พล.ต.ท. ที่ถูกพูดถึงกับ พล.ต.อ.สุชาติ มาพูดคุยหรือไม่ .?

“ตนก็เห็น 2 ท่านคุยกันดี ไม่เห็นมีอะไร เจอกันก็เห็นคุยกันดี” พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าว