นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ ส.ส. หนองคาย อดีตรองเลขาสภาอุตสาหกรรม และ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านพ้นไปแล้ว แม้ฝ่ายค้านจะสามารถชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล และ ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับรัฐบาลอย่างมาก แต่รัฐบาลก็อาศัยเสียงข้างมากลากไป แต่ปัญหาน่าจะมาจากผู้นำคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ขาดความรู้ความสามารถและขาดความเข้าใจแม้กระทั่งหลักการทางเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น จึงคาดหวังยากว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น

แม้แต่เรื่องวัคซีน รัฐบาลเพิ่งจะได้วัคซีน 2 แสนโด๊ส โดยไม่ได้บอกกำหนดการว่าที่เหลือทั้งหมดจะได้เมื่อไหร่ จะฉีดให้ประชาชนได้ครบทั้งประเทศเมื่อไหร่ ยิ่งกระจายการฉีดวัคซีนช้าก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจฟื้นช้า ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านได้รับวัคซีนกันหมดแล้ว และมีตารางกำหนดการการกระจายการฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั้งหมดของเขาแน่นอน

ทั้งนี้นอกจากพล.อ.ประยุทธ์ จะไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ และไม่เข้าใจหลักการทางเศรษฐศาสตร์แล้ว ตอบอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้แสดงว่าจะเข้าใจเลย หลังจากอภิปรายและรู้ว่าแย่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ยังได้ส่งนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาตอบมั่วๆ 8 ข้อ ที่ทำให้เครดิตของรัฐบาลทรุดต่ำลงไปอีก ดังนั้นคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย จึงอยากให้ความจริง คือ เศรษฐกิจไทยปี 63 ติดลบ 6.1% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 22 ปีที่ผ่านมา, การว่างงานของไทยพุ่งสูงขึ้นมากและยังมีแนวโน้มที่พุ่งสูงขึ้นไปอีก จากบริษัท SMEs ที่กำลังจะปิดตัวเพิ่มขึ้น, ความเชื่อถือของไทยลดต่ำมาตลอด ตั้งแต่หลังการปฏิวัติ การลงทุนจากต่างประเทศได้หายไป 90%, รัฐบาลยิ่งกว่า Very กู้ ตามฉายาที่สื่อมวลชนตั้งให้ , หนี้ครัวเรือนไทยปลายปี 2563 อยู่ที่ 86.6% ซึ่งสูงสุดตั้งแต่เคยมีมา และปีนี้หนี้ครัวเรือนจะทะลุเกิน 90% อย่างแน่นอน, หนี้เสียในภาคครัวเรือน และ หนี้เสียในภาคธุรกิจจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย, ธุรกิจ SMEs จำนวนมากในปัจจุบันอยู่ในสภาพย่ำแย่ และกำลังรอคอยความช่วยเหลือและซอฟท์โลนจากรัฐบาล