เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ผู้สื่อข่าว ไทยแทบลอยด์ รายงานว่า น.ส. ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง แกนนำกลุ่มราษฎร เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกของเเนวร่วมธรรมศาสตร์เเละการชุมนุม พร้อมอ่านเเถลงการณ์หน้าป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม หลังจากนั้นได้เข้ามายื่นหนังสือ โดยมี พ.ต.อ.เกรียงไกร บุญซ้อน นายตำรวจเวรศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)เป็นผู้รับหนังสือ

โดยวันนี้ น.ส.ปนัสยา เริ่มอ่านจดหมายจากศาลรัฐธรรมนูญ, กระทรวงยุติธรรม, ศาลอาญารัชดา, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เเละจุดสุดท้ายคือสำนักนายกรัฐมนตรี ในหนังสื่อฉบับดังกล่าว ระบุว่า :จดหมายเปิดผนึก ถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลกว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยได้ทวีความเข้มขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะนับตั้งแต่กลาง 2563 เป็นต้นมา ประชาชนจำนวนมหาศาลได้ก้าวออกมาร่วมกันชุมนุมโดยสงบสันติ และปราศจกอาวุธ ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลและผู้มีอำนาจ ถึงความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงปะเทศนี้ไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงดังนานาอารยประเทศ ต้องการที่
จะเห็นความป็นธรรมในสังคมไทย อันหมายถึความท่าเทียมในศักดิ์ศรีและโอกาสของประชาชนทุกคน ภายใต้ข้อเรียกร้อง 3 ข้อคือ (1) ขับไล่ พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และองคาพยพ (2) แก้ไขรัฐธรรมนูญ และ (3)ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยแต่ก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตชาวโลกอีกช่นกันว่ รัฐไทยได้เอกที่จะใช้วิธีการที่รุนแรงและเกินกว่าเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ย การใช้กระบอง กระสุนยาง แก๊สน้ำต และรถฉีดน้ำแรงดันสูง มาตอบโต้ และปราบปรามผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ ไม่ว้นแม้ใจกลางมืองหลวงและต่อหน้าสื่อมวลชน หลายครั้งหลายหนยิ่งไปกว่านั้น คืการจับกุมผู้ปรศรัยและผู้ชุมนุมเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง และบ่อยครั้งด้วยวิธีการที่ไม่ชบด้วยกฎหมาย เช่น จับกุมและควบคุมตัวไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 (บก.ตชด.1) แทนที่จะเป็นสถานีตำรวจในพื้นที่ การปฏิสธให้ทนายและญาติเข้าร่วมการสอบสวน รวมถึงการตั้งกล่าวข้อหาที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือ “ข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคง” และมาตรา 112 ที่รู้จักกันดีในนาม “ข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์” ซึ่งอัตราโทษสูงอย่างเกินกว่าเหตุและที่เลวร้ายและชัดต่อหลักสิทธิมนุษชนอย่างมากก็คือ การปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องหาในระหว่างการดำเนินคดี ดังกรณีล่าสุดคือ การปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวของนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นายอานนท์ นำภา นายสมศ พฤกษาเกษมสุข และนาปติวัฒน์ สหรายแย้ม ที่ถูกกล่าวหาด้วยมาตรา 1 12 เป็นเหตุให้ทั้ง 4 คน ยังคงถูกจองจำอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จวบจนนาทีนี้ทั้งที่ตามหลักการ”Presumption of Innocence” ซึ่งใช้ในกระบวนการยุติธรรมทั่วโลก ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ในคดีอาญา ระหว่างที่คดี ยังไม่สิ้นสุด ให้อนุมานว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดและ “จะปฏิบัติต่อบุคคลนสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” ซึ่งหลักการนี้ได้ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้แต่ฉบับปัจจุบันซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรมญที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย ก็ยังให้การรับรองสิทธินี้เอาไว้ ในมาตรา 29 วรรค 2 อย่างชัดเจนว่าเป็นสิทธิของปวงชนชาวไทย

การที่ศาลปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวโดยให้เหตุผลว่าทั้ง 4 คน “มีพฤติกรรมที่อาจกระทำความผิด” ซึ่งเป็นการ “พิพากษาล่วงหน้า” ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงและอาจทำซ้ำนั้น จึงเป็น”presumption of Innocence” และเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญของจำเลยทั้ง 4 คนอย่างชัตเจนยิ่งไปกว่านั้น การที่ศาลปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลยตาม มาตรา 112 ให้จองจำเอาไว้อย่างไม่เป็นธรรม ทั้งที่คดียังไม่ได้เริ่มการไต่สวน ทั้งที่ผู้ต้องหาไม่มีพฤติกรรมที่จะหลบหนี ในขณะที่ยังคงให้สิทธิในการประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาอื่น ๆ ที่มีอัตราโทษรุนแรง เช่น ต้องหาว่าฆ่าคนตายโดยเจตนา จึงอาจไปสู่การสร้างมาตรฐานอันไม่ชอบธรรม นั่นคือ ผู้ต้องหาในความผิดหมิ่นประมาทกษัตริย์มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวมากกว่าคดีอาญาอื่น ๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนรวมถึงผู้ที่ออกมาเรียกร้องความป็นรรมในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์แล้ว ยังทำลายเกียรติภูมิของศาลและกระบวนการยุติธรรมไทยให้ย่อยยับลง จนอาจถูกติฉินนินทา จากอารยประเทศว่า ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองภายในประเทศจนละทิ้งศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิเพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของศาล และความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อหน่วยงานในกระบวนการยุติธรม “เรา” ในนามของ “ราษฎร” ขอเรียกร้องให้มีการอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน และผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองทั้งหมดและขอเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาญา สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนหน่วยงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม และคำนึงถึงเกียรติ ศักดิ์ศรีของความป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะมีได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อประชาชนเท่านั้น
แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม”หนังสือปิดผนึก ดังกล่าวระบุ”



