หน้าแรกกระบวนการยุติธรรมกองปราบตั้งประเด็นไกด์ไลน์สอบทุจริตโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน”

กองปราบตั้งประเด็นไกด์ไลน์สอบทุจริตโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน”

จากกรณีตำรวจกองปราบปรามดำเนินการตรวจสอบเอาผิดโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ที่ทุจริตฉ้อโกงเงินของรัฐจากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” จนนำไปสู่ปฏิบัติการกระจายกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 55 จุด ในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ และ จ.ภูเก็ต จนสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 50 ราย ก่อนเตรียมขยายผลเอาผิดไปยังประชาชนที่ร่วมโกงซึ่งมีจำนวนมาก เฉพาะเพียงโรงแรมณัฐชญา รีสอร์ต จ.ชัยภูมิ พบผู้กระทำผิดกว่า 9,000 คน ทาง พล.ต.อ.ดำรงค์ศักดิ์ กิตติปภัสร์ รองผบ.ตร. จึงมีคำสั่งเรียกตำรวจรองผู้บังคับการ บช.ภ.1-9 รวมทั้ง บช.น. ที่คุมสอบสวนจากทั่วประเทศ ให้มาร่วมประชุมเกี่ยวกับการวางแนวทางการทำคดีทุจริตโครงการ”เราเที่ยวด้วยกัน” ที่โรงแรมรามาการ์เดน ถนนวิภาวดีรังสิต ในวันที่ 4-5 ก.พ. ที่จะถึงนี้ เพื่อให้ทางกองปราบปรามเป็นพี่เลี้ยงวางกรอบประเด็นการสอบสวนที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางให้กับตำรวจตามโรงพักต่างๆ ใข้สอบสวนผู้ต้องหาทุจริตโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เนื่องจากผู้ต้องหาในการทุจริตครั้งนี้ต่างมีที่อยู่ถิ่นฐานอาศัยกระจายไปทุกจังหวัดทั่วประเทศตามที่ได้เคยนำเสนอไปก่อนหน้าแล้วนั้น

ความคืบหน้าคดีดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง.ผบก.ป. กล่าวว่า ขณะนี้ทางคณะพนักงานสอบสวนกองปราบ ได้มีการตั้งประเด็นการสอบที่จะนำไปใช้เป็นไกด์ไลน์ให้กับทางตำรวจท้องที่ต่างๆนำไปใช้สอบสวนประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ที่อาจเข้าข่ายกระทำผิดขึ้นไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีด้วยกันหลายประเด็น อาทิ ใช้สิทธิ์ในโครงการเที่ยวด้วยกันหรือไม่,สมัครเข้าใช้สิทธิ์อย่างไร มีวิธีการสมัครอย่างไร, ,ได้เข้าพักที่โรงแรมจริงตามสิทธิ์หรือไม่,ได้นำคูปองไปใช้สิทธิ์กับร้านค้า ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวหรือไม่ และนำไปใช้อย่างไร,หากไม่ใช้สิทธิ์ ได้รับผลประโยชน์อย่างไร จำนวนเท่าใด จะคืนเงินหรือไม่ และอีกหลายประเด็น

พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า ทั้งนี้ในระหว่างดำเนินการสอบสวนประชาชนที่ร่วมกระทำผิด ทางคณะพนักงานสอบสวนกองปราบเองก็จะมีการหารือกับทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ธนาคารกรุงไทย อีกครั้ง เกี่ยวกับกรณีของประชาชนว่าจะมีดำเนินการทางกฎหมายอย่างไร เนื่องจากความผิดในคดีดังกล่าวเป็นความผิด “ร่วมกันฉ้อโกง” หากยอมคืนเงินที่ฉ้อโกงไปก็สามารถยอมความได้ ต่างจากผู้กระทำผิดกลุ่มแรกที่เป็นผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านค้า เจ้าของวอยเชอร์ต่างๆ ที่มีการกระทำผิดมากกว่าประชาชนทั่วไปหลายข้อหา

พ.ต.อ.เอนก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จากการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆเจ้าหน้าที่ขุดคลี่คลายคดีดังกล่าวยังพบว่า แผนประทุษกรรมในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ และ จ.ภูเก็ต จะค่อนข้างแตกต่างกัน โดยในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ประชาชนที่ร่วมกระทำผิดจะได้รับเงินจากการขายสิทธิ์ อยู่ที่ประมาณ 500-1,500 บาท จากนั้นผู้ประกอบการโรงแรมก็นำสิทธิ์ดังกล่าวไปเบิกเงินช่วยเหลือจากภาครัฐคิดเป็นคนละ 9,000 บาท ส่วนที่ จ.ภูเก็ต ผู้ประกอบการโรงแรมจะให้ประชาชนบางกลุ่มประมาณ 30-40 คน ที่จัดเตรียมไว้มาเที่ยวที่พักฟรีเพื่อจะทำให้ดูเหมือนว่ามีประชาชนมาใช้สิทธิ์จริง จากนั้นก็จะนำสิทธิ์ของประชาชนที่มีผู้จัดหามาให้จำนวนนับร้อยคน ไปเบิกเงินกับทางภาครัฐ ในอัตราคนละ 3 หมื่นบาท

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img