นายวีระพงค์ ลือสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีรพัฒน์เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT ซึ่งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีดน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรมเปิดเผยว่าสำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2564 นั้น บริษัท ฯ ตั้งเป้าสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 900 ล้านบาทจากการเพิ่มศูนย์บริการเพื่อจัดแสดงสินค้าและช่องทางการจำหน่ายการรักษาฐานลูกค้าเดิมและสร้างฐานลูกค้าใหม่รวมถึงการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือน มีรายได้รวมแล้ว 619.25 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 3.63 ล้านบาท ซึ่งกำไรสุทธิที่ปรับตัวลดลงในไตรมาส 3/2563 เป็นเพราะมีค่าใช้จ่ายในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และยังเหลือค่าใช้จ่ายบางส่วนที่จะถูกบันทึกในไตรมาส 4/2563 อย่างไรก็ดีเชื่อว่าในช่วงที่เหลือของปีธุรกิจจะยังมีการขยายตัวดีขึ้น

ซึ่งตอนนี้บริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโชว์รูมวังมะนาว สำหรับการจัดแสดงสินค้า และสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยตรง งบลงทุนประมาณ 9 ล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ธ.ค.2563 นี้รวมถึงการก่อสร้างคลังสินค้าขนาด 5,800 ตารางเมตร(ตร.ม.) และสร้าง Land Dock ขนถ่านสินค้า งบลงทุนประมาณ 72 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่โรงงาน อ.เขาย้อย จ. เพชรบุรี เพื่อเป็นคลังขนถ่ายสินค้า เบื้องต้นจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 3/2564 และคาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้าง 12 -18 เดือน โดยการเพิ่มศูนย์บริการ เพื่อจัดแสดงสินค้า และช่องทางการจำหน่ายการรักษาฐานลูกค้าเดิม ควบคู่ไปกับการสร้างฐานลูกค้าใหม่ และการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรายได้จากการขายจะมาทั้งจากกลุ่มธุรกิจหลัก 7 ประเภท ได้แก่ 1.กลุ่มผลิตภัณฑ์ซักรีด 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ 2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ค้านครัว 4.กลุ่มผลิตภัณฑ์แม่บ้านและทำความสะอาดพื้นจากยอดขาย 5.กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน 6.กลุ่มผลิตภัณฑ์สระว่ายน้ำ และ7.กลุ่มผลิตกัณฑ์เครื่องทำน้ำร้อนประหยัดพลังงาน ขณะที่รายได้ค่าเช่าและบริการมาจากกลุ่มธุรกิจ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.งานบริการสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ต้านครัว 2.งานบริการสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์สระว่ายน้ำ 3.งานบริการสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องทำน้ำร้อนประหยัดพลังงานและ 4.รายได้บริการอื่นๆ

“ในปี 2564 บริษัท ฯ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากปีนี้ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้รวมประมาณ 880 ล้านบาทเป็นมากกว่า 900 ล้านบาทและเติบโตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นสองหลักโดยมาจากการเพิ่มโชว์รูมสินค้าและการเพิ่มตัวแทนการจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศการขยายฐานลูกค้าใหม่รวมถึงการบริหารจัดการต่างๆถึงแม้ว่าธุรกิจบางส่วนจะยังคงได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าโรงแรมและกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่คาดว่าในปีหน้าจะฟื้นตัวดี ” นายวีระพงศ์ กล่าว

อย่างไรก็ดีในส่วนของเม็ดเงินดังกล่าว บริษัท ฯ ได้นำมาลงทุนในระบบบัญชีประมาณ 20 ล้านบาทซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในไตรมาส 4 นี้โดยใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานประมาณ 12-15 เดือนจึงจะแล้วเสร็จและอีก 30 ล้านบาทได้นำมาลงทุนในระบบควบคุมการผลิตซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าและใช้ระยะเวลาในการดำเนินงาน 12-18 เดือน