นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ครม.อนุมัติขยายสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส ออกไปอีก 30 ปีว่าการถอนเรื่องออกจากวาระจรในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 17 พ.ย.63 ไม่ใช่ครั้งแรกเรื่องนี้มีการดำเนินการมาก่อนและเสียรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปแล้ว 2 คน คือ นาย อุตตม สาวนายน และ นายปรีดี ดาวฉายเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับแนวทางการต่อสัญญาให้กับบีทีเอสโดยอาศัยคำสั่ง คสช.ที่3 /2562 อ้างอำนาจมาตรา 44 และเห็นควรว่ารัฐบาลควรปฏิบัติตามพ.ร.บ.การร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 จึงเป็นคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงไม่ปฏิบัติตามกฎหมายปกติกลับเลือกที่จะใช้อำนาจมาตรา44 ต่อไปและที่สำคัญทราบมาว่ารัฐบาลจะรีบนำเรื่องเข้าครม.อีกครั้งในสัปดาห์หน้าโดยเป็นรายละเอียดเช่นเดิมใช่หรือไม่

นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า ความจริงรัฐบาลไม่ควรรีบเร่งผลักดันเรื่องนี้เพราะยังมีเวลาอีก 10 ปี หรือปี 2572ที่สัมปทานเดิมสายสีเขียวจะหมดลงแล้วหาเงื่อนไขที่ดีที่สุดให้ประชาชน มิใช่เลือกขยายสัญญาไปอีก 30ปี และสิ้นสุดสัญญา ปี 2602ให้กับเอกชนรายเดียวและรายเดิมดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควรชะลอเรื่องออกไปก่อนพร้อมกับเอาเวลาไปเคลียร์ข้อสงสัยต่างๆ อาทิที่กระทรวงคมนาคมสงสัยการเก็บค่าโดยสารไม่เกิน 65 บาทตลอดสายเพื่อแลกสัมปทาน ว่า เหมาะสมเป็นธรรมกับประชาชนหรือไม่เพราะที่ผ่านมาบีทีเอสคืนทุนตลอดอายุสัมปทานเดิมมาหมดแล้วขณะที่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินในปัจจุบันเก็บค่าโดยสารตลอดสาย เพียง 42 บาท รวมทั้งควรนำเรื่องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯเพราะจะได้ทราบข้อเท็จจริงว่าทรัพย์สินทั้งหมดมีเท่าไหร่รัฐได้เท่าไหร่และเอกชนได้เท่าไร่รวมทั้งเชื่อว่าหากมีการประมูลใหม่จะเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมมากกว่าเพราะเกิดการแข่งขันเกิดขึ้น

ทั้งนี้นายยุทธพงศ์ ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ เร่งรีบเรื่องนี้เข้าครม.ในวาระจรและสัปดาห์หน้าทราบว่าจะรีบนำเข้าครม.อีกครั้งทั้งที่ยังมีข้อพิรุธและสังคมสงสัยมากมายหรือเป็นเพราะเกรงจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองในวันที่ 2 ธ.ค.63 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินพ้นเก้าอี้นายกฯในคดีบ้านพักข้าราชการหลังเกษียณอายุราชการหรือไม่ จึงรีบเร่งรวมทั้งยังเชื่อว่าเรื่องนี้หากยังดึงดันจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ประชาชนออกมาไล่รัฐบาล