ส.ส.ก้าวไกลยันแก้รธน.ไม่ใช่ล้มล้างสถาบัน

นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล อภิปรายต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา โดยกล่าวถึงการกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ การล้มล้าง ซึ่งไม่จริง ตนเองไม่เคยคิดจะล้มสถาบัน แต่ล้มเนื้อหาในรัฐธรรมนูญที่มี คสช. และรัฏฐาธิปัตย์ร่างอยู่ ควรเพิ่มหมวด 15 เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ส่วนการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สามารถทำได้ ขณะเรื่องการลงประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดมาชัดเจนว่า ให้ทำประชามติหลังการลงมติรับร่างกฎหมายในวาระที่ 3 และไม่อยากให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ว่า เกิดอะไรขึ้น ก็ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ไม่เช่นนั้นกฎหมายอะไรเข้ามาก็จะต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ไม่เห็นด้วย

ส่วนญัตติของฝ่ายค้านจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยืนยันว่า ไม่ต่างกับหลักการของญัตติฝ่ายรัฐบาล ต่างกันแค่รายละเอียดเดี๋ยวค่อยไปถกเถียงกันในกรรมาธิการวาระ 2 ขออย่าอ้างคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18-22/2555 สมัย คสช. เพราะไม่ได้ผูกพันกับรัฐสภาทุกวันนี้ เนื่องจากในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้บัญญัติเรื่องการลงประชามติ แต่ตอนนี้มีรัฐธรรมนูญปี 2560 แล้ว และขอให้ประชาชนติดตามการลงมติรับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญ 7 ฉบับ

นายรังสิมัน โรม สส.ก้าวไกล อภิปรายต่อที่ประชุมรัฐสภาในการพิจารณารับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า การบริหารราชการแผ่นดินภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 กำลังถึงทางตัน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ รวมทั้งการหาทางออกของประเทศ ล้วนแต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ค้ำจุล อำนาจรัฐบาล จนนำมาสู่การชุมชุม ของประชาชน

แต่ก็หวังว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้บ้าง สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องต้องไม่เติมฟืนให้กับไฟ หรือ ประวิงเวลา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้านที่ให้ตั้ง สสร. จึงต้องแก้ไขรายมาตรา เพื่อให้สอดคล้องเป็นรายมาตรา ที่ตัดอำนาจ สว. เลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของประชาชน ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด