ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดตรัง นายชัยวัฒน์ เส้งนุ้ย สมาชิกสภา อบจ.ตรัง เขต อ.เมืองตรัง รองประธานสภา อบจ.ตรัง และประธานตรวจสอบทรัพย์สินองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง เดินทางพร้อมด้วยเอกสารหนังสือจำนวนมากเข้ายื่นหนังสือต่อนายราม วสุธนภิณโญ ผู้อำนวยการ ป.ป.ช. ตรัง และให้ช่วยเข้าตรวจสอบการทำงานที่เข้าข่ายความโปร่งใสของนายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง จำนวน 4 เรื่อง หลังจากที่ผ่านมามีการประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง แต่ไม่ได้รับคำชี้แจงจากนายกิจ หลีกภัย นายก อบจ.ตรัง ซึ่งในการประชุมที่ผ่านมาสมาชิกวอร์คเอ้าส์เดินออกจากห้องประชุมทำให้ไม่ครบองค์ประชุม ไม่สามารถประชุมต่อได้

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนเองได้มารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการติดตามการจัดเก็บรายได้และทรัพย์สินทางฝ่ายสภา ของ อบจ.ตรัง หลังจากการตรวจสอบพบว่าทางฝ่ายสภาเป็นพวกมากลากไป ไม่ได้ตรวจสอบในสภาตามกติกาประชาธิปไตย ทั้งนี้ตนเองจำเป็นที่ต้องมายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ตรวจสอบการบริหารจัดการของ อบจ. โดยเฉพาะนายกิจ หลีกภัย เพราะเป็นคนที่มีอำนาจสูงสุดอยู่ ซึ่งวันนี้จะยื่นทั้งหมด 4 เรื่อง

1. เรื่องที่ดินของท่าเทียบเรือนาเกลือ หรือ ท่าเทียบเรือตรัง 2.เรื่องของการบริการจัดการของท่าเทียบเรือนาเกลือที่ประสบปัญหาขาดทุน

2.เรื่องของการบริการจัดการของท่าเทียบเรือนาเกลือที่ประสบปัญหาขาดทุน ปัจจุบันขาดทุน 4 ล้านบาทแล้ว

3.เรื่องตลาดย่านตาขาว ที่ดูเหมือนว่าผู้ให้เช่าคือ อบจ.และผู้เช่าเอื้ออาทรต่อกัน ซึ่งผิดระเบียบข้อกฎหมาย

4.เรื่องท่าเรือทุ่งคลองสน ซึ่ง อบจ.ดำเนินการสร้างมาแล้วเป็น 10 กว่าปี ยังเปิดใช้ไม่ได้ และการตรวจสอบพบว่าที่ดิน อบจ.นั้นทางฝ่ายบริหารยังไม่ขออนุญาต ซึ่งทาง อบจ.ไปดันทุรังสร้างใช้งบประมาณไปเยอะมาก และยังเปิดใช้ไม่ได้อยู่มาถึง ณ วันนี้

“ต้องให้ทาง ป.ป.ช.เป็นผู้ชี้ขาดเพื่อความเป็นธรรมและเพื่อความโปร่งใสและเพื่อกันเงินของคนตรังและประเทศนี่ให้ใช้จ่ายอย่างถูกต้อง และหลังจากนี้จะติดตามทางฝ่าย ป.ป.ช. และมีเรื่องที่ต้องยื่นอีกมากมาย ต้องทำหน้าที่ของฝ่ายสมาชิก โดยเฉพาะทรัพย์สินของ อบจ.” นายชัยวัฒน์ กล่าว

อีกด้านนายราม วสุธนภิณโญ หัวหน้า ป.ป.ช. ตรัง  กล่าวว่า หลังจากรับหนังสือแล้วต้องดูว่าอยู่ในหน้าที่ของ ป.ป.ช.หรือไม่ เรื่องของการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีระเบียบเรื่องการการแสวงหาก่อน ซึ่งถ้าเรื่องนี้มีมูลก็จะเข้าสู่ระบบการไต่สวนต่อไป ในส่วนของ ป.ป.ช.เองก็ให้ความสำคัญของการทุจริตในพื้นที่อยู่แล้ว จะเร่งดำเนินการให้กระจ่างและดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อไป ในระยะเวลา 180 วัน ขยายเวลาได้ 30 วันอีก 2 ครั้ง มีข้อกฎหมายเป็นตัวกำหนดอยู่แล้ว แต่ถ้าดูแล้วไม่เกี่ยวกับการทุจริตก็จะส่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวได้ อย่าง สตง.เป็นต้น