เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2573 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีการออกคำสั่งฉบับที่ 4 เรื่องการระงับการออกอากาศสื่อ 5 แห่ง โดยระบุว่า “การออกคำสั่งดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนกระบวนการมอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรวมถึง กสทช. ดำเนินการกำหนดหลักเกณฑ์ข้อกำหนดต่างๆ สำหรับใช้เป็นเกณฑ์ในการสั่งระงับเนื้อหาบางส่วนของสื่อที่มีการเผยแพร่ในช่วงสถานการณ์การชุมนุมที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ โดยยืนยันว่ายังไม่ได้เริ่มมีผลบังคับใช้ และไม่ได้เป็นการปิดสื่อหรือสั่งจอดำแต่อย่างใด

ซึ่งหลักเกณฑ์หลักๆที่จะใช้พิจารณาคือสื่อมวลชนจะต้องนำเสนอเฉพาะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หรือถ้าหากมีการใส่ความคิดเห็นจะต้องเป็นความคิดเห็นที่สุจริต ห้ามบิดเบือนข้อมูล คาดการณ์ หรือชี้นำ เช่น กรณีการถ่ายทอดสดสื่อมวลชนสามารถทำได้ และผู้สื่อข่าวเห็นว่าผู้ชุมนุมกำลังวิ่งหนี แต่บรรยายว่าผู้ชุมนุมวิ่งหนีกระสุนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง เข้าข่ายบิดเบือน ทำให้สถานการณ์เกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ก็จะถูกระงับเฉพาะเนื้อหาดังกล่าว และเรียกสื่อรายดังกล่าวหรือต้นสังกัดมาชี้แจง ซึ่งตำรวจจะพิจารณาถึงเจตนาของผู้สื่อข่าวท่านนั้น หากมีความพยายามจะแก้ไขเนื้อหาให้ถูกต้อง ก็จะถือว่าไม่มีความผิด แต่หากกระทำผิดซ้ำๆเดิม ก็จะถูกนำมาพิจารณาเพื่อดำเนินการเช่นกัน

ทั้งนี้การบังคับใช้กฎหมายในประเด็นดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากข่าวดังกล่าวถูกเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์อย่างรวดเร็ว จึงขอให้สื่อมวลชนครึ่งระมัดระวังการนำเสนอข่าวในสภาวะที่ไม่ปกติ และจำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษมาบังคับ รวมถึงอยากให้ทุกคนเข้าใจ ว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องดูแลทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ส่วนกรณีที่มีกลุ่มบุคคลเข้าไปขว้างปาทำลายป้อมตำรวจ บริเวณแยกบางนา เมื่อวานนี้ จากการตรวจสอบพบว่า เป็นนักศึกษาจาก 2 สถาบัน ที่ร่วมเข้ามาชุมนุมในพื้นที่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้มึนเมา จนทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ก่อนไปทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งก่อนหน้านี้ 1 วัน ก็เคยมีความขัดแย้งกันในลักษณะดังกล่าว และขว้างปาสิ่งของใส่ป้อมตำรวจ แต่ไม่เสียหาย พร้อมยืนยันไม่ใช่การสร้างสถานการณ?ของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามที่มีปรากฏในสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งเบื้องต้นตำรวจสน. บางนาทราบตัวผู้กระทำความผิดแล้วและอยู่ระหว่างขอศาลออกหมายจับ

ส่วนกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมนัดหมายการชุมนุมผ่านแอพพลิเคชั่นเทเลแกรม ตำรวจมีข้อมูลแล้ว และได้ส่งเรื่องให้กระทรวงดิจิทัลฯ และ กสทช. พิจารณาดำเนินการแล้ว ขณะที่การชุมนุมในแต่ละวัน ซึ่งมีการนัดรวมพลแบบดาวกระจาย ตำรวจก็จะดูแลการชุมนุมไปตามสถานการณ์ ยืนยันยังไม่มีการยกระดับมาตรการ ป้องปรามผู้ชุมนุมในขณะนี้ ไม่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ และเน้นเรื่องความสงบเรียบร้อย อีกทั้งที่ผ่านมาเป็นการชุมนุมแบบกำหนดเวลา จึงส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยรวมไม่มากนัก แต่มีการจัดในหลายพื้นที่ ทำให้มีผลกระทบอีกรูปแบบ ซึ่งไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ขอให้ผู้ชุมนุมทราบว่าการชุมนุมยังถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งมีผลอยู่ในขณะนี้

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพข้าวกล่องของเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนซึ่งมีปริมาณน้อย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็กล่าวว่า ในเรื่องของสวัสดิการตำรวจได้มอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลและ สำนักงานส่งกำลังบำรุงไปดูแลแล้ว ซึ่งอาหารก็ได้มีการประกวดร้านค้า หากได้อาหารที่ไม่มีคุณภาพก็จำเป็นต้องเปลี่ยนร้านค้า และเตรียมลงไปตรวจเยี่ยมกำลังพลในเร็วๆนี้ พร้อมยืนยันว่าไม่มีการทุจริตเบี้ยเลี้ยงตำรวจอย่างแน่นอน หากพบก็จะดำเนินการอย่างเคร่งครัดโดยขอให้ยึดกรณีทุจริตเบี้ยเลี้ยงตำรวจช่วงโควิด-19 มาเป็นตัวอย่าง

นอกจากนี้ยังมีประเด็นภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจชู 3 นิ้ว ต้องขอรอฟังคำชี้แจงของตำรวจนายดังกล่าวก่อน เพราะบางคนอาจทำด้วยความคึกคะนอง บางคนอาจทำด้วยความเห็นด้วย แต่บางคนทำเพื่อลดความรุนแรงหรือลดอารมณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุม จึงต้องรอฟังความคิดเห็นก่อน ยังไม่สามารถตัดสินได้ว่าตำรวจนายดังกล่าวทำผิดระเบียบหรือไม่