ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจและทุนหมุนเวียน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 นายสุพล ฟองงาม ในฐานะประธานคณะอนุฯ ได้ถามนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองประธานคณะอนุฯ ถึงการเปิดชื่อ นายพล.ป. ที่โทรศัพท์มาสั่งขณะลงมติซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ว่า เอาที่ไหนมาพูด แต่นายยุทธพงศ์ เลี่ยงที่จะตอบคำถาม นายพล.ป โดยย้ำให้นายสุพล และให้นำบันทึกการประชุมออกมาเปิดเผย ซึ่งนายสุพล กล่าวว่า ไม่มีปัญหา พร้อมกับถามย้ำว่าเรื่องนายพล.ป.เอาที่ไหนมาพูด แต่นายยุทธพงศ์ สวนกลับว่านายสุพลต้องฟังให้จบ จะนำไปสู่การล็อบบี้หรือไม่ล็อบบี้ นายสุพล จึงชี้แจงว่า อนุกมธ.มีความเป็นห่วงว่า เรื่องนี้นำไปสู่การเมือง ไปปั่นกระแสการเมือง ทุกคนให้ความเห็นว่า กองทัพเรือเลื่อนได้หรือไม่ ซึ่งกองทัพเรือมีเหตุผลที่เลื่อนไม่ได้ เพราะเป็นงบผูกพันมาตั้งแต่ปี 2563 แต่เมื่อฟังรอบที่ 2 เขาก็มีเหตุผล จึงเป็นสิทธิอนุกมธ.จะตัดสินใจ นายยุทธพงศ์ไม่มีสิทธิที่จะบอกว่า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม เห็นอย่างหนึ่ง แล้วอีกวันเห็นอีกอย่างหนึ่ง นายยุทธพงศ์ไม่ควรก้าวล่วงว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับนายยุทธพงศ์คือคนไม่รักชาติ แต่ทุกคนมีเหตุผล เพราะเป็นผู้ใหญ่กันแล้วเราจะมีกองทัพไว้ทำไม บ้านก็ต้องมีกำแพง กองทัพก็ต้องการขีดความสามารถ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า อำนาจในการตัดสินอยู่กมธ.งบประมาณฯ คณะใหญ่ แต่ตนติดใจนายพลป.ว่าคือใครที่นายยุทธพงศ์บอกว่าโทรมาหาตนก่อนที่จะตัดสินใจ ด้านนายยุทธ์พงศ์ สวนว่าเมื่อลงมติเสมอกัน 4 ต่อ 4 ตนได้ขอร้อง 2 ครั้งว่า ไม่ให้ลงมติ เพราะต้องเป็นกลาง ให้ส่งไปให้กมธ.งบประมาณฯ คณะใหญ่เลย ซึ่งตนรู้ว่า ประธานก็อึดอัดใจในการลงมติ ทำให้นายสุพล ยอมรับว่า ตนอึดอัดจริง แต่เมื่อคะแนนเสมอกัน 4 ต่อ 4 ก็ได้ถามว่า ข้อบังคับฯเขียนอย่างไร ซึ่งฝ่ายเลขาฯระบุว่า ประธานต้องชี้ขาด ตนจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ตามข้อบังคับ

ทั้งนี้ ตนรับผิดชอบผ่านการเมืองมาขนาดนี้เป็นรัฐมนตรีก็เป็นมา 2 รอบตนรับผิดชอบในสิ่งที่ตนตัดสินใจทั้งหมด ตนไม่ได้ห่วงอนาคตของตนเอง ตนห่วงอนาคตบ้านเมืองเราจะอยู่กันอย่างนี้ไร้เหตุไร้ผล ไม่ฟังอะไรเลยหรือกองทัพเรือก็มีเหตุผลเราก็ต้องฟังด้วยไม่ใช่ว่าจะไปปั่นกระแสทุกเรื่องให้เป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด จะอยู่กันอย่างนี้จริงๆ หรือ กระบวนการตัดสินใจยังมีอีกไม่ใช่ว่าตนจะชี้ขาดแล้วจะไปจัดซื้อเลย ซึ่งอยู่ที่คณะกรรมการชุดใหญ่และสภารวมถึงรัฐบาลด้วย ว่ารัฐบาลเห็นว่าสถานการณ์ไม่เหมาะสมเรื่องนี้จะไปเติมเชื้อไฟ ให้เกิดม๊อบเต็มบ้านเต็มบ้านเมือง เกิดความวุ่นวาย สภาก็อาจจะถอยก็ได้ นี่เป็นความเห็นเบื้องต้นเท่านั้นเอง

ส่วนการรับโทรศัพท์ของนายสุพล ระหว่างพักประชุมนั้น นายสุพล ได้ชี้แจงว่า มีโทรศัพท์เข้ามา แต่เป็นเรื่องภายในพรรคพลังประชารัฐ เพราะตนสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และพรรรพลังประชารัฐ สนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ นี่คือรัฐบาล ไม่สังเกตหรือว่า 4 มือที่รับยกสนับสนุนเป็น ส.ส.รัฐบาลทั้งนั้น 4 มือที่ค้านก็เป็นฝ่ายค้าน แล้วตนเป็นประธานสังกัดพรรคพลังประชารัฐจะให้อยู่ฝ่ายไหน จากนั้นได้ถามย้ำนายยุทธพงศ์ว่า คนที่บอกว่า นายพล.ป.โทรศัพท์มาล็อบบี้เป็นใคร นายยุทธ์พงศ์ ได้แต่หัวเราะ โดยระบุว่า “อย่าให้บอกเลย” ก่อนที่นายสุพล จะตัดบทให้จบทันที เพราะไม่อยากให้แตกแยกไปมากกว่านี้จนจะทำงานด้วยกันไม่ได้