นายตัน คุม จิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจรายย่อยธนาคารซีไอเอ็มบีไทยจำกัด(มหาชนหรือ CIMBT เปิดเผยว่าสินเชื่อรายย่อยปล่อยใหม่ปีนี้คาดหดตัว 20-25% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับตลาดโดยการให้สินเชื่อรายย่อยปีในนี้ธนาคารจะเน้นคุณภาพสินเชื่อมากกว่าการเติบโตของสินเชื่อ อีกทั้งธนาคารอยากเป็นผู้นำที่ปรึกษาทางการเงินให้กับลูกค้าอีกด้วย

“หากเป็นสินเชื่อรายย่อยคงค้างปีนี้คาดทรงตัวซึ่งณสิ้นเดือน มิ.ธนาคารมีสินเชื่อรายย่อยคงค้างอยู่ที่ 145,000 ล้านบาทแบ่งเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย 90,000 ล้านบาท , สินเชื่อบุคคล 10,000 ล้านบาท,สินเชื่อรถยนต์ 40,000ล้านบาท และ สินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ 5,000 ล้านบาท ถ้าสถานการณ์ของโควิค-19 ดีขึ้นในช่วงของครึ่งปีหลัง เราก็จะสามารถผ่อนเกณฑ์ในการให้สินเชื่อได้เหมือนเดิมจากตอนนี้ที่ค่อนข้างจะเข้มงวด โดยจะมีการจัดกลุ่มตามความเสี่ยงเริ่มจากความเสี่ยงมาก เสี่ยงกลางและเสี่ยงน้อย เพื่อประเมินความเสี่ยงของลูกค้าที่จะเข้ามาขอสินเชื่อกับธนาคาร” นาย จัน คุม จิน กล่าว

ส่วนการตั้งสำรองในครึ่งปีหลังจะลดลงจากครึ่งปีแรก เพราะหลังจากสถานการณ์ของโควิค-19 เรื่มจะคลี่คลาย เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวขึ้นลูกค้าสามารถกลับมาชำระหนี้คืนได้มากขึ้น โดยเห็นจากแนวโน้มการเข้าร่วมมาตรการการพักชำระหนี้ในเฟสที่ 2 ลดลง และลูกค้าส่วนใหญ่ได้เข้ามาเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น จึงทำให้ความเสี่ยงในการเป็นหนี้เสียลดลงตามไปด้วย

ปัจจุบันพฤติกรรมของลูกค้าหันมาใช้สมาร์ทโฟนมากขึ้น รวมถึงสถานการณ์โควิค-19 ที่ทำให้คนส่วนใหญ่มาใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้นซึ่งจะเห็นได้จากยอดการทำธุรกรรมโมบายแบงก์กิ้งของธนาคารที่โตขึ้น 2.5 เท่าเมื่อเทียบจากเมื่อสิ้นปีก่อน และ จากการที่ธนาคารได้ออกจาก sandbox ของระบบพิสูจน์ตัวตน หรือ KYC ผ่านแบงก์กิ้งเอเจ่นทำให้ธนาคารหันมารุกการขยายช่องทางดอจิทัลในช่วงครึ่งปีหลังเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การให้บริการผ่านทางสาขาเป็นอีกช่องทางที่จะมาเสริมการให้บริการ ปีนี้ธนาคารจะรักษาให้มีสาขา 50-60 สาขาจากที่เคยมีสาขาสูงสุดที่ 160 สาขา

ด้านเงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัล chill d ตั้งเป้าสิ้นปีนี้ 500,000 บัญชี จากการเพื่มลูกค้าใหม่ปีนี้อีก 250,000 ราย และมีวงเงินมาเพิ่มอีก 1,500 ล้านบาท ให้ดอกเบี้ย 2% โดยเริ่มจากการเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน และมีเงินฝากในบัญชีตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไปส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) รายย่อยปัจจุบันอยู่ที่ 3.6% ซึ่งเพิ่มขึ้นมาจากสิ้นปีก่อนที่อยู่ 3% โดยสิ้นปีนี้ธนาคารรักษาไม่ให้เกิน 3.6% ซึ่งตอนนี้สถานการณ์หนี้เสียได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา คาดว่าสิ้นปีจะไม่สูงไปกว่านี้แล้ว และธนาคารเองก็มีแผนขายหนี้เสียออกไปในครึ่งปีหลัง