จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยสามารถรักษาระดับของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีอัตราต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและการขยายตัวของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นช่วยลดผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือลูกค้าจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงทั้งนี้ธนาคารได้ตั้งสำรองในระดับที่สูงเพื่อรองรับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ว่าธนาคารมีกำไรก่อนสำรองเท่ากับ 37,604 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ดีและได้รับประโยชน์จากการลดเงินนำส่งธนาคารแห่งประเทศไทยรวมถึงการขยายตัวของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9.4 ช่วยลดผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 5 ครั้งและต่ำสุดเป็นประวัติการณ์รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ NIM เท่ากับร้อยละ 3.15 ลดลงจากร้อยละ 3.54 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับรายได้อื่นยังคงขยายตัวดีรวมถึงค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานที่ลดลงถึงร้อยละ 13.2 โดยมี Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 40.72 ลดลงจากร้อยละ 46.76 ในช่วงเดียวกันของปี 2562 หากไม่รวมรายการพิเศษสำรองด้อยค่าทรัพย์สินรอการขายและรายได้ดอกเบี้ยรับจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง Cost to Income ratio ในครึ่งแรกของปี 2563 เท่ากับร้อยละ 43.11 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 41.77 ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาถึงปัจจัยต่างๆอย่างรอบคอบในการประมาณการถึงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างรุนแรงและความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อจึงได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 23,235 ล้านบาทซึ่งรวมการตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตเต็มจำนวนสำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่รายหนึ่งในธุรกิจสาธารณูปโภคและบริการที่เกี่ยวกับการขนส่งและได้ตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตเพิ่มเติมในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับโรงสีข้าวขณะที่ปีที่ผ่านมาธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 12,891 ล้านบาทธนาคารมี Coverage Ratio เท่ากับร้อยละ 126.5 และ NPLs Ratio-Gross เท่ากับร้อยละ 4.35 เทียบกับร้อยละ 4.33 ณ 31 ธันวาคม 2562 ทั้งนี้ธนาคารมีกำไรสุทธิในครึ่งปีแรกในส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 10,296 ล้านบาทลดลงร้อยละ 33.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับไตรมาสที่ 2/2563 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานเท่ากับ 20,107 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.9 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1/2563 โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้จากการดำเนินการอื่นๆที่เพิ่มขึ้นและจากค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานที่ลดลงอย่างไรก็ตามเนื่องจากมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่สูงขึ้นส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 3,829 ล้านบาทลดลงร้อยละ 40.8 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1/2563
ณ 30 มิถุนายน 2563 ธนาคารมียอดสินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ 2,151,757 ล้านบาทโดยธนาคารยังคงอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ร้อยละ 14.86 และอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง (งบการเงินเฉพาะ) ที่ร้อยละ 18.72 ซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย