นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวว่าปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็น ของประชาชนที่ต้องการเห็นการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า ถึงเวลาที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานของคณะรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมายังไม่เข้าใจปัญหาทางเศรษฐกิจที่แท้จริง จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ สะท้อนได้จากการทำงานตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จะมองเฉพาะมิติของ’เศรษฐกิจมหภาค’ ละเลยการดูแลในกลุ่ม ‘Real Sector’ เมื่อการเติบโตไปเพิ่มที่เอกชนรายใหญ่จึงเสมือนว่าเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าได้ แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการระดับกลางจนถึงระดับล่าง เกิดวิกฤตอย่างหนักไม่มีเงินทุนเหลือ และถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตส่งออกและการท่องเที่ยวซึ่งล้วนติดลบทั้งสิ้น ทำให้ประชาชนระดับกลางถึงล่างมีภาระหนี้สิน

ขณะที่การดูแลประชาชน รวมถึงการออกมาตรการผ่อนคลายต่างๆ ไม่สามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เกิดความยากลำบากได้จริง ทำแบบเพียงฉาบฉวยเท่านั้น จะเห็นได้ว่าโครงการส่วนใหญ่ ที่จะนำเงินจากการกู้ยืม ตามพ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับมาใช้ ล้วนแต่เป็นโครงการเก่า ที่เกิดก่อนจะมีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิค-19 ไม่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ ยังคงมองเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน และเศรษฐกิจฐานราก แต่ไม่มองเรื่องการส่งเสริมการตลาด ไม่มองเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งApplication ของต่างชาติได้เข้ามาครอบงำระบบเศรษฐกิจไทย หรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่เข้ามาครอบงำผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม โดยที่ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทำให้เกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งออกที่ไม่สามารถเดินหน้าได้แต่รัฐบาลไม่ได้มียุทธศาสตร์ในเรื่องเหล่านี้ และไม่เห็นท่าทีว่าจะหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาพูดคุยอย่างจริงจัง เห็นได้จากการจัดสรร งบประมาณรายจ่ายประจำปีซึ่งล้วนแต่เป็นรูปแบบเก่าที่ต่อเนื่องมาจากปี 2562